วีรพร นิติประภา

มีปัญหาปรึกษาป้าแหม่ม : เลิกอิจฉา เปลี่ยนมาเป็นแรงผลักดัน เพื่อมีชีวิตเป็นของตัวเอง


ขวัญ (นามสมมติ) กรุงเทพฯ

อยากถามป้าแหม่มเกี่ยวกับความรู้สึกติดค้างในตัวเองค่ะ 

มีเพื่อนที่เรียนด้วยกัน รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม คบกันแบบเหมือนสนิท แต่ลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่สนิทกันสักที แต่ก็เรียนด้วยกันมาตลอดจนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อนเราได้เข้ามหา’ลัยที่ดี เป็นวิศวกรตามที่ต้องการ แต่เราเปลี่ยนสายตอนเรียน เพราะที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงินในช่วงนั้น ทีนี้ความรู้สึกอิจฉาเพื่อนมันมีมาตลอด เหมือนเขามีทุกอย่างที่เราอยากได้ จนตอนใกล้จบที่ทำให้เลิกคุยกันไปเลย คือเราไปพูดกับคนอื่นในทางไม่ดีของเพื่อน ที่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า เพราะฟังมาจากคนอื่นอีกที แต่เราไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อแล้ว พอเพื่อนรู้ก็ไม่เคยคุยกันอีกเลย ไม่เคลียร์อะไรกันเลย เพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่ช่วยให้เราเคลียร์กัน เราเลยคิดว่าเราไม่เป็นส่วนหนึ่งกับใคร แล้วทีนี้เวลามันผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังคิดวนๆ อยู่อย่างนั้น 

จะทำอย่างไรให้เราเลิกอิจฉาเพื่อน แล้วมีชีวิตของตัวเองจริงได้สักทีคะ

…………..

เหมือนจะเป็นคำถามซ้อนคำถามอยู่นะคะ ขอแยกเป็นประเด็นๆ ให้ละกันค่ะ  

ประการแรก เอาเรื่องเพื่อนคนนั้นก่อน คืออ่านแล้วไม่แน่ใจว่าตกลงสนิทหรือไม่สนิทกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นคุณขวัญก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของความริษยาด้วยว่าครึ่งหนึ่งคือความชื่นชม ฉะนั้นก็พี่จะขอทึกทักเอาเป็นว่าน่าจะชื่นชมและสนิทสนมกันมาระดับหนึ่งทีเดียวก็แล้วกัน มิเช่นนั้นคุณคงไม่รู้สึกติดค้างอะไรนัก  

ตามที่คุณเล่าเขามีทุกอย่างที่คุณอยากมี แต่ด้วยปัญหาทางการเงินของทางบ้านของคุณ คุณเลยมีอันต้องมาเปลี่ยนสายไม่ได้เรียน ไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการ และนั่นก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว คุณน่าจะทำใจได้แล้ว แต่โปรดเข้าใจนะคะว่าตลอดทางเพื่อนคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ ปัญหาที่คุณไม่สามารถได้เป็นในสิ่งที่อยากได้นั้นเป็นปัญหาฝั่งคุณเองต่างหาก และคุณก็ไม่ได้กล่าวโทษพ่อแม่คุณสักคำ หรือกระทั่งแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาด้วยซ้ำ  

สิ่งที่คุณทำคือโอนความโกรธผิดหวังไปให้เพื่อนคนนี้แทน  

แต่เขาไม่ได้มีส่วนใดๆ กับการหักเหของชีวิตคุณเลยนะคะ นี่ออกจะไม่ยุติธรรมนัก แต่หากไม่ได้มีเหตุผิดใจตามมา ความอิจฉาก็จะแค่แผดเผาคุณเอง ทำให้คุณกลายเป็นคนช่างขุดคุ้ย คอยมองหาจุดอ่อนข้อบกพร่องของเขา เห็นเขามีอะไรก็หมั่นไส้ เหมือนตัวอิจฉาในละครหลังข่าวนั่นแหละ และแค่กลายเป็นคนไม่มีความสุข… ก็แค่นั้น   

แต่ปรากฏว่ามีเรื่องราวกันขึ้นมา คุณไปพูดถึงเขาในทางที่ไม่ดี ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ หรือก็อาจเป็นด้วยแรงริษยาพาไป เพื่อนรู้ก็เลยเลิกคบคุณ แล้วคุณก็โทษเพื่อนๆ ค่ะว่าไม่ช่วยให้ได้เคลียร์กัน อันนี้ก็ไม่ได้นะคะ เป็นวีรพรเพื่อนตีกันก็ขอตัวเหมือนกันค่ะ  

ถ้าคุณทำผิดพลาด คุณต้องเคลียร์เองค่ะ ขอนัด ส่งจดหมาย อีเมล เมสเสจไอจี อัดเทปเสียงฝากเพื่อไปให้  แปะคลิปลงยูทูป… สารพัดวิธี ขอโทษเขาค่ะ บอกเขาว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษที่ปากพล่อยไปหน่อย จริงไม่จริงอีกเรื่องค่ะ… แต่มันเป็นเรื่องของเขาไงคะที่คุณเอามาพูด ในกรณีแบบนี้ต่อให้ไม่ใช่เพื่อนรัก เป็นแค่คนรู้จักกันธรรมดา แล้วเราพลั้งปากไปก็ควรต้องขอโทษอยู่ดีนะคะ ส่วนจะได้กลับมาคบหากันดังเก่าหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่อง แต่อย่างน้อยก็ควรทำเท่าที่ทำได้ จะได้ผ่อนคลายไม่คงค้างคาใจ อย่างน้อยๆ ก็ในฝั่งของคุณเอง  

ประการสุดท้าย จะทำอย่างไรให้เลิกอิจฉาเพื่อน ตามจริงความอิจฉามันก็เป็นปกติธรรมชาติของมนุษย์อยู่นะคะ ในหลายๆ กรณีมันเป็นแรงผลักดันชีวิตที่ดีด้วยซ้ำ อยู่ที่ว่าคุณจัดการกับความคิดด้านลบที่ตามมาจากความริษยานั้นได้แค่ไหน สามารถสงบปากไม่ไปว่าร้าย ไม่พูดส่อเสียด ไม่ตั้งตนเป็นปรปักษ์เงียบๆ ไม่ห้ำหั่นทำร้ายกันเมื่อสบช่อง หรืออะไรทำนองนั้น ถ้าทำได้ก็ไม่เป็นไรนิคะ  

แต่ก็อย่างที่ว่าข้างบน คนอิจฉามักจะไม่ค่อยสบายใจ และไม่ค่อยมีความสุข  

ลองหันกลับมาดูตัวเองนิดค่ะว่าคุณมีอะไรดี …ครอบครัวอบอุ่น เพื่อนฝูงรักใคร่มากมาย มาถึงงานการที่อาจไม่ได้เป็นแบบที่เคยวาดหวังจะได้ทำ… แต่จะว่าไปก็เป็นงานที่สนุกไม่น้อย ได้ผลตอบแทนพอเหมาะพอควร มีโอกาสได้ท่องเที่ยวเห็นโลก มีคนรักที่ดี พี่เชื่อว่าคุณต้องมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เพื่อนคนนั้นไม่มี และในทางกลับกัน โดยที่คุณไม่รู้ เขาก็อาจกำลังอิจฉาคุณอยู่เหมือนกันก็เป็นได้ มองหาคุณค่าที่คุณมีค่ะ  

แต่… ถ้าหันมาไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง ก็สร้างคุณค่าให้ตัวเองค่ะ อ่านให้มาก …ความรอบรู้จะพาคุณไปทุกที่ หากิจกรรมน่าสนใจทำ พัฒนาศักยภาพ หางานอดิเรกเจริญใจที่จะช่วยเพิ่มทักษะด้านต่างๆ ให้กับตัวเอง น้อยสุดหางานอาสาสมัครทำ ดูแลคนอื่นบ้าง แทนที่จะเอาเวลามาจับจ้องเพื่อนว่าเขามีอะไร และคุณไม่มีอะไร  

และในท้ายที่สุด เชื่อพี่อย่างหนึ่งนะคะ คุณเองก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเขามีปัญหาอะไรบ้าง เผชิญความผิดหวังอะไร ขัดสนเรื่องไหน ขมขื่นกับสิ่งใด ชีวิตสอนพี่ว่ามันหยิบยื่นให้เราเท่าๆ กันเสมอ… ทั้งทุกข์และสุข นั่นเป็นสิ่งที่พี่เรียนรู้จากการอยู่มานานกว่า เราได้อย่างเสียอย่างเสมอ มีอย่างและไม่มีอีกอย่างเสมอ ชีวิตยุติธรรมเช่นนี้เสมอ  

น้อยที่สุด …ถ้าคุณรอดู คุณก็จะเห็นคนบางคนที่มีพร้อมในวันนี้ อาจต้องกลับกลายกระพร่องกระแพร่งขาดแคลนในวันหน้าไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง 

ค่ะ พี่จะบอกว่าอิจฉาตาร้อนเป็นเรื่องเสียเวลา… เสียเวลามากๆ         

หมายเหตุ : ใครอยากถาม อยากเล่า อะไร พี่แหม่ม แม่แหม่ม หรือป้าแหม่ม สามารถส่งและหรือเล่ามาได้ที่กล่องข้อความของเพจเฟซบุ๊ค mappa หรือ อีเมล์ [email protected] ทีมงานจะรวบรวมนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญแล้วส่งต่อให้พี่แหม่มค่ะ 

เพราะคอลัมน์นี้ตั้งต้นจากผู้อ่านไม่ใช่ผู้เขียน

Illustrator

ชินารินท์ แก้วประดับรัฐ

มีงานหลักคือฟังเพลง งานอดิเรกคือทำกราฟิกที่ไม่มีอะไรตายตัว บางครั้งพูดไม่รู้เรื่องต้องสื่อสารด้วยภาพและมีม

Related Posts