Because This Is My First Life : “ฉันเป็นแม่ที่โง่ อย่าให้ลูกเป็นแบบฉันเลย”

  • เมื่อพ่อยกบ้านให้น้องชาย ‘จีโฮ’ จำใจออกไปอาศัยกับชายแปลกหน้า ผู้ที่พัฒนาไปเป็นสามีเธอในภายหลัง
  • เมื่อจีโฮแต่งงาน แม่ของเธอโกรธและกลัวที่เห็นลูกสาวละทิ้งความฝันออกมาเป็นแม่บ้าน จึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงว่าที่สามีของลูกสาว แทนที่จะพูดกับลูกตรง ๆ
  • Because This Is My First Life ชวนให้ขบคิดนิยามของคำว่าครอบครัว และสะกิดใจให้ทบทวนความสัมพันธ์และการสื่อสาร ทั้งระหว่างเรากับคนใกล้ชิดและกับตัวเอง

‘คิมฮยอนจา’ เขียนจดหมายแทนใจด้วยลายมืดหวัด ๆ แนบไปกับอัลบัมรูปวัยเด็กของลูกสาวเพื่อมอบให้ ‘นัมเซฮี’ ว่าที่ลูกเขยเป็นของขวัญวันวิวาห์ เธอขอร้องให้เขามอบอิสระในการตัดสินใจและอยู่เคียงข้างลูกสาวของเธออย่างที่เธอทำไม่ได้

เด็กหญิงในบ้านชายเป็นใหญ่

ตั้งแต่วัยเด็ก เราจะเห็นจีโฮนั่งพร้อมหน้ากับครอบครัวที่โต๊ะกินข้าว พ่อนั่งประจำหัวโต๊ะ แม่นั่งฝั่งตรงข้าม ลูก ๆ นั่งเคียงกัน เมื่อวันเกิดของเธอมาเยือนในทุกปี จีโฮจะตั้งตารอขอพร แต่ทุกครั้งน้องชายก็ชิงเป่าเทียนก่อน แล้วพ่อจะพูดว่า “กินกันเถอะ!” เสียงของพ่อไม่ใช่คำเชิญชวน หากเป็นคำสั่ง และไม่ใช่แค่เค้กเท่านั้น เขามีอำนาจชี้นิ้วบงการทุกอย่าง แม้แต่ยกบ้านที่ลูกสาวคนโตผ่อนด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองให้ลูกชายคนเล็ก

ที่พึ่งหนึ่งเดียวของจีโฮคือ ‘ฮยอนจา’ แม่ของเธอ แม้ฮยอนจาจะไม่อาจต่อรองหรือคัดค้านสามีได้ เธอก็คอยสนับสนุนลูกสาวอยู่เสมอ ในวันเกิดครบ 30 ปีของจีโฮ เธอกลับไปบ้านที่ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป และพบว่ามีแต่แม่เท่านั้นที่จำวันเกิดเธอได้ แม่ทำซุปสาหร่าย เมนูที่ชาวเกาหลีนิยมรับประทานในวันเกิดให้ พร้อมยื่นห่อกระดาษยับย่นให้ลูก

“อะไรเนี่ย” จีโฮถาม

“ถ้าจะหาห้องก็ต้องมีเงินมัดจำสิ” แม่ตอบ สีหน้าสลดลง “อย่าบอกพ่อนะ ขืนรู้ว่าฉันแอบเก็บเงินไว้ ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่”

ฮยอนจากล่าวกับลูกสาวแค่นั้นแล้วรีบรุดออกห้องไป ในฐานะแม่ที่อยู่ใต้อำนาจพ่อในสังคมชายเป็นใหญ่ แม้อยากช่วยเหลือลูกแค่ไหน อย่างมากเธอก็ทำได้แค่เก็บเงินก้อนเล็กอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ให้ลูกได้มีบ้านใหม่ แม้สุดท้ายมันอาจเพียงพอแค่การเช่าบ้านร่วมกับคนแปลกหน้าเท่านั้น

บ้านใหม่ที่กลายเป็นครอบครัว

หลังต้องออกจากบ้านได้ไม่นาน จีโฮหาที่พักแห่งใหม่ได้ เธอทึกทักไปเองว่าเพื่อนร่วมบ้านคนนี้เป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับที่เขาเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้ชาย กว่าจะได้พบหน้า คนสองคนที่เข้าออกบ้านคนละเวลาต่างคุ้นเคยและสบายใจกับการอยู่ร่วมชายคาโดยไม่ก้าวล่วงกันไปเสียแล้ว

ในสังคมเอเชีย ชายหญิงที่อยู่ก่อนแต่งมักจะถูกตัดสินในแง่ลบ และความเสื่อมเสียนี้อาจลุกลามไปถึงวงศ์ตระกูลด้วย เมื่อทั้งคู่รู้ความจริง แน่นอนว่าสัญญาเช่าบ้านเป็นอันต้องยกเลิกไป

ทางออกที่ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกันคือจีโฮต้องหาที่อยู่ใหม่ให้เร็วที่สุด ทว่าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเธอออกจากอพาร์ตเมนต์ของเซฮีและไปอาศัยในห้องที่เพื่อนร่วมงานจัดหาให้ กลางดึกสงัด เขาทำทีเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อยแล้วล่วงละเมิดเธอ จีโฮหนีออกมาและบังเอิญพบกับเซฮี เขาสังเกตว่าเธอดูตื่นตระหนกจึงพาเธอกลับบ้านด้วยกัน

จีโฮผู้หมดหนทางต้องกลับมาอยู่ร่วมบ้านกับชายคนเดิม แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะพ่อแม่ของเซฮีมอบเงื่อนไขที่ไร้ความประนีประนอมให้ทั้งคู่แต่งงานกัน นำไปสู่การสมรสเพื่อผลประโยชน์และลบคำครหา

ทว่าเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกลับเติมเต็มทั้งคู่ พวกเขาเคารพขอบเขต รับฟังความต้องการของอีกฝ่าย และพบจุดกึ่งกลางแสนสบายใจ อพาร์ตเมนต์สองห้องนอนกลายเป็นบ้านอันอบอุ่น คู่รักหลอก ๆ กลายเป็นครอบครัวที่มอบความไว้วางใจแก่กัน อย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสจากครอบครัวของตัวเองจริง ๆ

โง่ได้แม่

ในวันที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายพบกัน หลังจากมื้ออาหารแสนกระอักกระอ่วน ฮยอนจาไม่พอใจที่พ่อแม่ฝ่ายชายชมว่าลูกสาวเรียบร้อยน่ารัก เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาต้องการให้เธอว่าง่าย ต้องอยู่ใต้อาณัติสามีเหมือนที่เธอเป็น

“แล้วงานล่ะ งานเขียนของแก” แม่ถาม

“หนูจะเลิกเขียนแล้ว”

“แม่ไม่ได้ส่งแกไปโซลเพื่อให้เป็นแบบนี้นะ แกร่ำร้องจะเป็นนักเขียนให้ได้ทั้งที่พ่อแกห้าม”

จีโฮถามว่าเป็นเพราะแม่ต้องการให้เธอกลับมาตอบแทนหรือเปล่า แต่คำตอบไม่ใช่การปฏิเสธ…

“ใช่สิ ทำไมล่ะ หลังจากที่ให้แกมามาก ฉันรู้สึกว่าทั้งหมดสูญเปล่า” แม่ตอกกลับ ร่ายบุญคุณที่เธอเคยช่วยเหลือจีโฮ ทวงคืนชุดสวยที่ซื้อให้ ทั้งยังแดกดันที่เธอคิดจะแต่งงานทั้งที่ไม่มีปัญญาหาเงินให้ร่ำรวย

“ดูความโง่ของแกนะ” เธอพูด

“ที่บ้านเรามีอะไรล่ะ” จีโฮย้อน “แม่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาที่ซุกหัวนอนให้ลูกแล้วจะมาหวังอะไร บอกตัวเองเถอะแบบนั้น นักเขียนเหรอ จะทำงานอย่างนั้นได้ต้องมาจากครอบครัวร่ำรวย ถ้าไม่มีเงินก็ทำได้แค่นอนหลับไป ความฝันไม่มีอยู่จริงหรอก”

บทสนทนาที่ท่วมท้นด้วยอารมณ์จบลงพร้อมกับรอยร้าวในความสัมพันธ์ ในมุมของจีโฮ เธอประชดด้วยความเกลียดชังชีวิต โกรธพ่อกับน้องชายแต่ไม่มีที่ระบายจึงต้องเอาทั้งหมดมาทุ่มลงที่แม่ผู้อยู่ข้างเธอเสมอ ฟากฮยอนจา เธออาจแค่ปากแข็งตามประสาพ่อแม่ บวกกับความอึดอัดที่สามีกดทับมาตลอดจึงพลั้งปากออกไป สุดท้ายกลายเป็นสองแม่ลูกที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยของกันและกันกลับหันมาทำร้ายกันเอง ทั้งที่ต่างก็รักและกล้าเปิดเผยความรู้สึกต่อกันมากที่สุด

จดหมายผิดซอง

“แกน่าจะลองมีลูกสาวที่โตขึ้นมาเป็นอย่างแกดูนะ” แม่บอกลูกสาวในวันแต่งงานแม้อารมณ์จากการถกเถียงในวันนั้นยังคงคุกรุ่น

พอเข้าไปในห้องพักบ่าวสาว จีโฮพบห่อผ้าสีทองวางอยู่ ภายในมีจดหมายฉบับหนึ่งกับอัลบัมรูปที่เธอคุ้นตา จดหมายนั้นจ่าหน้าซองถึงเจ้าบ่าวของเธอ มันเปิดด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า “ฉันคือแม่ของจีโฮนะ” เธอขอโทษเรื่องการพบกันของครอบครัวที่ไม่น่าประทับใจนัก ในจดหมาย ฮยอนจาเล่าว่าจีโฮเป็นลูกสาวคนโต บางครั้งเธอจึงเปรียบเสมือนคู่ชีวิตหรือเพื่อน และเธอยังบรรยายถึงความเจ็บปวดของเด็กหญิงในบ้านชายเป็นใหญ่อีกว่าจีโฮท้อแท้เพราะพ่อ ทั้งยังถูกน้องชายของตัวเองผลักไส

“เพราะเกิดมามีแม่โง่ ๆ ลูกสาวของฉันถึงต้องเจ็บช้ำใจมากมาย แต่โชคดีที่เธอเป็นคนฉลาด ไม่ได้โง่แบบฉัน อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องมีชีวิตแบบแม่ตัวเอง”

ฮยอนจาคิดว่าเป็นเพราะความโง่ของเธอ เธอจึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ลูกสาวผู้หลักแหลมได้ เธอยังรู้ดีด้วยว่าความฉลาดเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ลูกเธอประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่ดีกว่านี้

เธอทิ้งท้ายจดหมายด้วยคำขอร้องสองข้อ อย่างแรกคือ ถ้าจีโฮอยากกลับไปทำงานเขียนที่รัก ขอให้เซฮีสนับสนุนเธอ อย่าทำให้จีโฮต้องทิ้งความฝันและใช้ชีวิตอยู่ในโอวาทสามีแบบเธอ อย่างที่สองคือ จีโฮเป็นคนที่ร้องไห้แล้วไม่ยอมหยุด เธอขอว่าอย่าปล่อยให้ลูกสาวร้องไห้เพียงลำพัง แม้เขาจะเป็นต้นเหตุของน้ำตาก็ตาม

ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและห่วงใยของ “คนโง่” อย่างฮยอนจาในจดหมายที่เธอไม่ได้เป็นผู้รับกลับส่งไปถึงหัวใจของลูก และทำให้จีโฮเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของแม่ ถ้อยคำในจดหมายจากผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยมีปากเสียงในบ้านอาจงดงามและกินใจกว่าบทละครเรื่องไหน ๆ ที่จีโฮเคยเขียน


Writer

Avatar photo

ศิริกมล ตาน้อย

ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบแปล มีงานอดิเรกสารพัด ประหยัดได้ทุกเรื่องยกเว้นหนังสือ

Illustrator

Avatar photo

ชัชฎา วัฒนสมบุญดี

นักออกแบบที่สนใจเรื่องคนและพฤติกรรมมนุษย์ ตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเจอแมวส้มและมีม เป้าหมายในชีวิตตอนนี้คืออยากทำงานที่คนอ่านได้ประโยชน์

Related Posts