การเล่น

‘ปล่อยให้ลูกปีนต้นไม้’​ คือแบบฝึกหัดที่สอนว่า เมื่อไม่มีเรา เขาจะดูแลตัวเองได้

‘ครูก้า’ กรองทอง บุญประคอง ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและผู้ก่อตั้ง โรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) บอกว่า สำหรับเด็กเล็กการปีนต้นไม้คือแบบฝึกหัดที่ดีที่สุด 

“ถ้าเด็กปีนต้นไม้ด้วยความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ อันนี้วงเล็บไว้ก่อนว่าเป็นเรื่องยาก คือทุกวันนี้เราไม่ค่อยวางใจ ไม่ค่อยเชื่อใจเด็ก ไม่ยอมให้เขามีประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการลองผิดหรือลองถูกก็แล้วแต่ มันเลยทำให้เด็กขาดโอกาสในการเล่น และขาดโอกาสในการเรียนรู้”  

แต่ถ้าเด็กได้ปีน เป้าหมายแรกของเขาคือการปีนให้ได้สูง ถ้าข้างบนมีมะม่วงรออยู่สักลูกสองลูกจะดีมาก 

“เราจะมีเป้าหมายที่เล็งไว้แล้ว ฉันจะต้องไปถึงเจ้ามะม่วงที่หัวเหลืองๆ ให้ได้ นี่คือเด็กรู้จักตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง”​ 

แต่พอจะขึ้น เด็กต้องประเมินตัวเองว่าไหวไหม  ถ้าไหว เด็กจะกล้าริเริ่ม ลงมือทำตามที่คิดและตั้งเป้าหมายไว้ 

“พลังมหาศาลเลยนะ” 

พอลงมือปีนขึ้นไป เด็กๆ จะได้ใช้พละกำลัง ทุกส่วนของร่างกาย แต่ระหว่างทางกลับเจอว่ายังมีอีกหลายกิ่งหลายทาง ต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะไปทางไหนดี 

“ขาเราเท่านี้แขนเราเท่านี้ พละกำลังเราเท่านี้ กับไม้กิ่งนี้ บางกิ่งมันอาจจะเล็กเกินไป หักไหมนะ เราเกิดการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยตัวของเราเอง และในที่สุด เราก็ไปจนถึงมะม่วงลูกนั้นได้”​

yes! ฉันทำได้ – นี่คือการค้นพบความสามารถของตนเองของเด็กๆ 

การได้ทำตามเป้าหมายของตัวเองจนสำเร็จ ครูก้าบอกว่า  self จะมาทันที 

“มีโดยไม่จำเป็นต้องมีใครมากดไลค์ กดไลค์ตัวเองได้เลย นี่คือการประเมินตัวเองแล้ว แม้กระทั่งชมตัวเองก็ได้ ดุตัวเองก็ได้ หรือตัดสินใจเอาการประเมินตัวเองไปทำอะไรอย่างอื่นก็ได้ มันกำลังเหมาะสมพอดีๆ กับตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก” 

self และการดูแลตัวเองได้ คือสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เกิดขึ้นในตัวเด็กไม่ใช่เหรอ? ครูก้าถามกลับ 

“ถ้าเด็กดูแลตัวเองได้แบบนี้ พ่อแม่นอนตายตาหลับแล้วล่ะ แต่เรานอนเหมือนตายตาไม่หลับตั้งแต่ยังไม่ตาย เพราะเราไม่เชื่อเขา ไม่ยอมให้เขาพิสูจน์ความสามารถของเขาด้วยตัวเอง เพราะเรากลัวเขาตก แล้วเขาจะดูแลตัวเองได้อย่างไรถ้าไม่มีเรา” 

สำหรับครูก้า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะบอกว่ายากแค่ไหนฉันก็จะผ่านไปได้ 

“เด็กจะเก็บประสบการณ์นี้ไปทำอย่างอื่นต่อ แม้กระทั่งโตขึ้น อาจจะต้องทำงาน ทำธุรกิจ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องผ่านสิ่งยากๆ ประสบการณ์ตรงนี้จะบอกเขาเอง เขาจะให้กำลังใจตัวเอง ชมตัวเองก็ได้ว่า เฮ้ย จริงๆ เรามันเจ๋งไม่เบานะ กลัวอะไร ไม่มีอะไรยากหรอก เราเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น อุปสรรคเยอะๆ เราก็ผ่านมาแล้วทั้งนั้น” 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาจะปีนได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ไว้วางใจ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกรู้สึกมีตัวตน 

“พ่อแม่วางใจ ลูกก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง พร้อมๆ กับ…บางทีอาจจะไม่รู้สึกในตอนเด็กก็ได้ แต่อาจจะมารู้สึกตอนโตว่า ขอบคุณพ่อแม่ที่ไว้ใจฉัน ทำให้ฉันมีประสบการณ์มาจนทุกวันนี้”​ 

“การวางใจของพ่อแม่ทำให้เด็กวางใจตัวเอง เด็กรู้สึกว่าเขามีตัวตน จากที่เรายอมรับในความคิดความรู้สึกของเขา ยอมรับที่เขาเป็นเขา มันไม่ใช่ว่าเราวางใจแบบวางทิ้งจนเขา แต่…เอาเลยลูก แม่เชื่อว่าหนูทำได้ แม่เชื่อฉัน แสดงว่าฉันได้รับการยอมรับว่าฉันมีความสามารถ แม่เห็นว่าฉันมีความสามารถ แม่ยอมให้ฉันทำมันได้ด้วยตัวเอง แล้วทำไมฉันจะไม่เห็น แล้วเราก็จะรักแม่มาก”​

ถ้าลูกปีนต้นไม้ โดยพ่อแม่คอยเป็นห่วงอยู่ใกล้ๆ 

ในทางกลับกันถ้าพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ เพราะกลัวเกิดอะไรขึ้น เช่น ลูกตกลงมา ครูก้าบอกว่า ผลลัพธ์อาจตรงกันข้าม 

“ได้ยินเขาว่าปีนต้นไม้ดี อะ ฝืนใจ เอาลูกไปปีนต้นไม้ แล้วก็เชียร์อัพลูกด้วย ‘เอาเลยลูก ขึ้นเลย ไม่ยาก ไม่เห็นยาก ใครๆ ก็ทำได้’ โห นี่ยังไม่ทันให้เขาประเมินเลยว่าวันนี้จะเอาประมาณไหนดี”​

ถ้าแม่บอกว่า “ขึ้นไปถึงนู่น ไม่มีอะไรยาก นั่น เพื่อนก็ทำได้ เห็นไหม” 

ลูกอาจใจสั่น  ไม่เชื่อว่าตัวเองปีนได้ แต่แม่บอกว่าทำได้ อะ งั้นลอง แต่ลองด้วยใจที่เก้ๆ กังๆ

พอกำลังจะลอง แม่หรือพ่อก็ตะโกนว่า “จับแน่นๆ นะลูก” 

คำว่าจับแน่นๆ สำหรับเด็กเล็ก ให้ความรู้สึกว่า มันช่างน่ากลัว มือก็สั่น ใจก็สั่น แล้วตกลงในที่สุดจะขึ้นยังไง ฝั่งแม่เองก็เริ่มเอาความเป็นห่วงปีนตามสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ 

“ไหวไหมลูก อะ งั้นพ่อช่วยยกขาขึ้นให้” 

ประโยคนี้ อาจทำให้ลูกคิดว่า เรายกขาขึ้นเองไม่ได้เหรอ ต้องมีพ่อคอบยกให้

“เราเห็นความรัก ความห่วงใยนะ แต่ทำลาย self ขณะเล่นของเด็ก ในที่สุด วันหลังพอลูกจะปีนต้นไม้เองจะมองหา พ่ออยู่ไหน พ่อช่วยหน่อย หนูอยากปีนต้นไม้แต่หนูปีนเองไม่ได้ นี่คือเรื่องที่เราพบบ่อยมาก”

แล้วเด็กจะสับสนระหว่างต้องการความรักจากพ่อแม่กับไม่อยากให้พ่อแม่อยู่ใกล้” ครูก้าทิ้งท้าย 


Writer

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

คุณแม่ลูกหนึ่งซึ่งคลุกวงในงานข่าวมาหลายสิบปี เพิ่งมาค้นพบตัวเองไม่กี่ปีมานี้ว่าอินกับงานด้านเด็ก ครอบครัว และการศึกษามากเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้มาร่วมสร้างแผนที่การเรียนรู้อย่าง mappa

Illustrator

ณัฐรดา กิตติคุณเดชา

ชอบท่องเที่ยว ชอบขีดเขียน ชอบวาดรูปกุ๊กกิ๊ก สนุกกับการทดลองทำอะไรใหม่ๆ และหลงรักการทำงานเกี่ยวกับเด็ก เชื่อว่ารอยยิ้มจะทำให้เกิดมิตรภาพและกำลังใจในวันที่อ่อนแอที่สุด เลยใช้ชื่อในงานว่า Bonalisa Smile : )

Related Posts