Myth Understand

5 งานวิจัยชวนพ่อแม่ ‘เอ๊ะ’ ก่อนเชื่อ จาก พ่อบ้านเล่างานวิจัย

  • เพราะ “อยากให้คนรู้ว่าสิ่งที่แชร์ๆ กันมา มันอาจไม่ใช่” โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับการศึกษา เพจเฟซบุ๊ค ‘พ่อบ้านเล่างานวิจัย’ จึงเกิดขึ้น
  • โดยนิยามเพจตัวเองไว้ว่า “พ่อบ้านอ่าน สรุป และเล่างานวิจัยที่น่าสนใจ” อีกสถานะของแอดมินคือคุณพ่อของลูกสาวตัวน้อยผู้ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
  • อีกสถานะคือ อาจารย์ประจำอาจารย์ประจำภาควิชาระบบสารสนเทศธุรกิจ คณะบริหาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มาพร้อม 5 งานวิจัยชวนพ่อแม่ ‘เอ๊ะ’ มันจริงหรือเปล่าที่ต้องเป็นแบบนี้

“เอ๊ะ มันจริงหรือเปล่าที่ต้องเป็นแบบนี้”

เป็นแรงบันดาลใจในรูปประโยคยาวๆ ของ ‘อ.แว้บ’ ผศ.ดร.วสะ บูรพาเดชะ อาจารย์ประจำอาจารย์ประจำภาควิชาระบบสารสนเทศธุรกิจ คณะบริหาร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จนต้องลุกขึ้นมาดู อ่าน ฟัง คิด ค้นคว้า และตั้งคำถามงานวิจัยทั้งหลายโดยเฉพาะด้านการศึกษา จนเป็นที่มาของเพจ พ่อบ้านเล่างานวิจัย ที่นิยามตัวเองไว้ว่า “พ่อบ้านอ่าน สรุป และเล่างานวิจัยที่น่าสนใจ”

  • ให้นักเรียนตอบว่าไม่รู้บ่อยๆ เท่ากับปล่อยเขาไว้ข้างหลัง
  • เมื่อไหร่เด็กพร้อมจะเรียน
  • ชาตินิยมในแบบเรียนไทย ไม่เคยเสียเอกราช มีชาติเป็นศูนย์กลางจักรวาล
  • ขอโทษแล้วทำไมไม่หายโกรธ
  • ภาษาอังกฤษเรียนแทบตายทำไมพูดไม่ได้ จัดห้องเรียนตามความสามารถนักเรียน ช่วยให้เรียนดี

เป็นผลงานเพียงบางส่วนที่ อ.แว้บ หยิบงานวิจัยหลายๆ ชิ้นมาตั้งคำถาม เพราะ “อยากให้คนรู้ว่าสิ่งที่แชร์ๆ กันมา มันอาจไม่ใช่” โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับการศึกษา คุณพ่อของลูกสาวตัวน้อยผู้ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จึงกลายมาเป็นแอดมินเพจ

ทำเพจเพราะอะไร

เคยทำเพจอื่นมาก่อนแล้ว แต่เชิงวิชาการมากกว่านี้ มันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตด้วย เรามีลูก ช่วงที่เริ่มล็อกดาวน์และมีการเรียนออนไลน์ เห็นว่ามี demand เรื่อง Online Learning เยอะ คนสนใจงานวิจัยและเทคนิคต่างๆ ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจบมาพอดี เราเองก็สนใจและติดตามมาตลอดอยู่แล้ว เลยลองทำเพจขึ้นมา

ทำไมถึงเป็นพ่อบ้านเล่างานวิจัย

อยากตั้งธงให้ตัวเองว่ามันต้องเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงนี้มันก็ยังเป็น gap อยู่ สื่ออาจจะแค่ไฮไลท์มาแล้วทำให้คนแตกตื่น แต่พอไปอ่านจริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ส่วนคนที่อยากจะเล่างานวิจัยเองก็เขียนอ่านยาก เลยอยากจะให้มันอยู่ตรงกลางจริงๆ ต่างประเทศมี science writer เป็นเรื่องปกติ แต่บ้านเราน้อยมาก เลยอยากจะเข้าไปเติมตรงนี้ให้

หัวข้องานวิจัยที่สนใจเป็นเรื่องอะไรบ้าง

มันจะเกี่ยวโยงกันเยอะ เช่น ผมสนใจเรื่องการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา มันก็จะมีเรื่องข้างๆ เคียงๆ เรื่องอื่น เช่น เรื่องจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว แล้วก็เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีผลกระทบกับผู้คน สังคม ไปจนถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์เองก็เกี่ยวกับจิตวิทยาเหมือนกัน (หัวเราะ) มันก็ลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่เราได้ฟังมาแล้วรู้สึกว่ามันปะติดปะต่อกันได้ ก็อยากจะมาเล่า

อีกส่วนหนึ่งที่พยายามทำคือ อยากจะเอาพวกทฤษฎีความเชื่อต่างๆ ที่คนบ้านเราหรือเมืองนอก ได้ฟังกันมาบ่อย รู้สึกว่ามันจริงแต่ว่ามันไม่จริง หรือว่ามันเคยจริงในในยุคหนึ่งแล้วมันไม่จริงแล้วในปัจจุบัน อยากจะเอาเรื่องพวกนี้มาอธิบายให้ฟังว่า เอ๊ะ หลายๆ เรื่องมันเขียนการตีความอย่างนี้่ อยากจะเอาตรงนี้มา ให้คนรู้ว่าสิ่งที่แชร์ๆ กันอยู่มันไม่ใช่ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาเนี่ย มันมีไม่น้อยนะครับที่มีความเชื่อที่คนนึกว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แต่มันไม่ใช่

ยกตัวอย่างได้มั้ย

ตอนปฐมฤกษ์ของเพจครับ สามเหลี่ยม Cone of Learning เห็นคนแชร์จากเพจนู้นเพจนี้อย่างต่ำก็ปีละ 2-3 ครั้ง ว่าด้วย ถ้าเราสอนคนอื่น เราจะจำได้มากที่สุด ถ้าเราทำกิจกรรมเราจะจำได้ 75% สุดท้าย ถ้าเราฟังคนอื่นเราจะจำได้แค่ 10%

อันนี้มันเป็นความผิดพลาดทางการสื่อสารของเจ้าของงานนี้ จริงๆ เขาแค่เสนอโมเดลเกี่ยวกับการรับรู้ของคน แต่ทำไปทำมา มันกลายเป็นโมเดลที่คนไปตีความว่านี่คือสิ่งที่คนจะรับรู้ แล้วจะสามารถจำได้ในปริมาณเท่านี้แหละ ยอดเยี่ยมที่สุดคือถ้าคุณสอนคนอื่น คุณจำได้ 100% ถ้าผมจำไม่ผิด มันเรียกว่า Cone of Learning Experience

จุดประสงค์ของการทำเพจนี้ขึ้นมาคืออะไร

ผมอยากจะแตะเรื่องพวกนี้ไปเรื่อยๆ แตะเรื่องที่ควรจะเชื่อหรือเป็นเรื่องที่เราควรจะเอาตรงนี้เป็นธงในการชี้นำสังคมโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาแต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ หรือถูกเอาไปใช้ในการโปรโมทขายของ มันยิ่งไปกันใหญ่ เช่นทฤษฎีสแกนลายนิ้วมือแล้วบอกลักษณะคนได้ (หัวเราะ) บอกความถนัดคนได้ หรือเรื่องพหุปัญญา ที่บอกว่า ลูกเรามีความถนัดหลายๆ แบบนะ คุณไม่เก่งเลขคุณก็ต้องเก่งเรื่องอื่นแน่ๆ ซึ่งมันไม่ใช่

เหมือนเป็นการชวนกันตั้งคำถาม ก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือสมาทานความรู้ชุดนั้นมา

ครับ คือผมว่าต้องขี้สงสัยประมาณหนึ่ง ไม่ใช่มาบอกว่าสินค้านี้เหมาะกับเด็กที่มี learning style แบบนี้นะ เราก็แบบ เอ๊ย ลูกเราเป็นแบบนี้แน่เลย ซื้อ แต่ที่ควรคือ ต้องมาคิดก่อนว่า เอ๊ะ มันจริงรึเปล่าที่ต้องแบบนี้

งานวิจัยจริงๆ เองมันก็มีสิ่งที่คนที่คิดว่ามันถูกได้ เราก็หาหลักฐานมา อะไรที่มันเคยถูกแล้วมันไม่ถูก เราก็ควรจะยอมรับมัน เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา มันเป็นหนึ่งในฐานของ critical thinking อยู่แล้ว ถ้าเราไม่สามารถจะ self-correct ได้ เราก็คงไม่มี critical thinking

ในฐานะพ่อบ้าน เอางานวิจัยมาช่วยเลี้ยงลูกมั้ย

5 ตอนนี้เลยครับ ผม map ตัวเองไว้เลยว่าเอามาช่วยอยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่ก็ต้องเตือนตัวเองตลอดว่างานวิจัยมันก็คืองานวิจัยแหละ มันก็ใช้ไม่ได้เสมอไป ทำแล้วมันไม่ได้จริงก็เป็นไปได้ ขนาดผมไป conference ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เปิดมาเป็น workshop บอกว่าเราจะทำ 1234 นะ ทุกคนก็ตั้งใจทำไปถึงครึ่งทาง เละครับ ขนาดทุกคนเป็นนักการศึกษาแล้วไปอยู่ในจุดที่ทุกคนพร้อมจะเรียนรู้ยังไม่รอดเลยครับ โอกาสที่มันจะเละ เกิดขึ้นได้ตลอด เพราะฉะนั้น อย่าไปเครียดกับมันมาก คือเละก็เอามาเรียนรู้ใหม่ทำใหม่ได้

‘5 ตอน’ ข้างต้น คือ 5 งานวิจัยชวนพ่อแม่ ‘เอ๊ะ’ ก่อนเชื่อ ที่ อ.แว้บ เลือกมาเพื่อชวนคิดชวนคุยเพื่อตั้งคำถามถึงสิ่งที่พ่อๆ แม่ๆ เคยเชื่อและยังคงเชื่ออยู่ ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

งานวิจัยชิ้นที่ 1 : เด็กสองภาษา จะได้มากกว่า ‘ภาษา’

เริ่มจากนักวิจัยชื่อ Kang Lee เป็นคนจีนที่ไปเรียนที่แคนาดา และเป็นอาจารย์ที่ University of Toronto

เขาตั้งต้นด้วยคำถามว่า “ระหว่างการที่เราเลี้ยงเด็กให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาเดียวกับสองภาษา ต่างกันอย่างไร”

Kang Lee รู้สึกว่าคนแคนาดาแยกคนเอเชียไม่ออก เขาสงสัยว่าทำไมแยกไม่ออก ทำไมคนเอเชียทุกคนคือคนจีน เขาเลยทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของเด็ก

โดยตั้งคำถามว่า เด็กอายุเท่าไหร่ถึงจะเริ่มมีอคติในการมองคนที่มีเชื้อชาติต่างๆ

“ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด” วสะ บูรพาเดชะ เจ้าของเพจพ่อบ้านเล่างานวิจัยอธิบาย

“ทารก 4-5 เดือน เริ่มรู้แล้วว่าคนไหนคือพ่อคือแม่ ถ้าหน้าตาไม่ใช่อย่างนี้ถือว่าอันตราย นำไปสู่การทำงานวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า ระหว่างการที่เราเลี้ยงเด็กให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษาเดียวกับสองภาษา ต่างกันอย่างไร”

“ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เด็กที่โตในสภาพแวดล้อมสองภาษาหรือสองวัฒนธรรม มีความสามารถในการยืดหยุ่น และมีความสามารถในการรับความแปลกได้ดีกว่า โดยที่มีอคติน้อยกว่า ถ้าเอาเด็กที่อยู่ในภาษาเดียว สมมติเป็นเด็กคนขาวอายุ 1-2 ขวบ แล้วให้ครูที่อาจจะเป็นคนขาวเหมือนกันหรือต่างสีผิวแต่ใช้สำเนียงแปลกที่เขาไม่คุ้น โอกาสที่เขาจะ turn off หรือไม่อยากฟัง จะเร็วมากกว่า เปรียบเทียบกับเด็กที่โตในวัฒนธรรมสองภาษา เขาเข้าใจว่าสำเนียงมีหลายแบบ เขารับได้ เขาพยายามฟัง พยายามทำความเข้าใจมากกว่า มันคือสิ่งที่มีงานวิจัยออกมา”

แต่ Kang Lee ลงลึกไปกว่านั้น เขาถามว่าเด็กกี่เดือนถึงเริ่มมี discrimination แต่วิธีของเขาค่อนข้างแปลก คือใช้วิธีการมองหน้าจอ โดยมีตัวนักแสดงอยู่ตรงกลางจอ แล้วมีกล่อง 4 กล่อง บน-ล่าง-ซ้าย-ขวา ให้นักแสดงคนนี้มอง มองแล้วชี้ แล้วจะมีตัวเอลโม่ขึ้นมา

วิจัยใคร?

เด็กสิงคโปร์ 2 กลุ่ม

  • กลุ่มแรก กลุ่มที่ครอบครัวพูดแต่ภาษาอังกฤษ
  • กลุ่มสอง กลุ่มที่ครอบครัวพูดทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

Kang Lee วิจัยกับเด็กราว 30 กว่าคน โดยให้พ่อแม่ของเด็กกลุ่มนี้ทำแบบสอบถามก่อนเพื่อคัดว่าพ่อแม่กลุ่มไหนเป็นพ่อแม่ที่อยู่ในวัฒนธรรมแบบสองภาษาหรือวัฒนธรรมภาษาเดียว

วิจัยอย่างไร?

ให้เด็กๆ ทั้ง 2 กลุ่ม ดู 2 คลิป ผ่าน 2 ตัวแปร

  • ตัวแปรแรก

นักแสดงที่เป็นเชื้อชาติเดียวกับทารก คือ จีน
นักแสดงคนละเชื้อชาติกับทารก คือ อินเดีย

  • ตัวแปรที่สองคือความน่าเชื่อถือ จะเป็นอีกขั้นหนึ่งซึ่งไม่อิงสัญชาติ เช่น นักแสดงจีนคนหนึ่งมองไปทางไหนก็เจอเอลโมตลอด (เจออย่างสม่ำเสมอ) กับ นักแสดงจีนอีกคนที่มองแล้วเจอบ้าง ไม่เจอบ้าง

ถ้า cross กันจะเป็น 4 แบบ คือ

  1. จีน ที่สม่ำเสมอ เจอตลอด น่าเชื่อถือ
  2. จีน ที่ไม่น่าเชื่อถือ เจอบ้างไม่เจอบ้าง
  3. อินเดีย ที่สม่ำเสมอ เจอตลอด น่าเชื่อถือ
  4. อินเดีย ที่ไม่น่าเชื่อถือ เจอบ้างไม่เจอบ้าง

ผลลัพธ์ : เด็กสองภาษาจะรับความหลากหลายได้มากกว่า

เด็ก ภาษาเดียว (monolingual) จะไปมองไปที่คนจีนที่เจอเอลโม่สม่ำเสมอและเจอบ้างไม่เจอบ้าง มากกว่า

ส่วนเด็ก สองภาษา (bilingual) จะมองไปที่คนจีนและอินเดียที่เจอเมลโม่สม่ำเสมอ มากกว่า

สรุป งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราอยู่ในโลกที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ช่วยให้เด็กๆ เปิดรับตรงนี้ จะยิ่งอยู่ยาก

“เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในชีวิตเขา แต่เขาต้องมองเลยตรงนี้ไปให้ได้ว่านอกจากหน้าตาที่ไม่เหมือนกันแล้ว จริงๆ มีอย่างอื่นที่เขาควรจะแคร์มากกว่าไหม ที่มันอันตรายกว่านี้ไหม ถ้าเขาก้าวข้ามตรงนี้ไม่ได้ เขาก็จะติดกับอยู่กับหน้าตา สีผิว รูปร่างของคน”

“จริงๆ เด็กมองลิงแล้วรู้ว่าลิงแต่ละตัวต่างกันนะครับ แต่พอโตขึ้นมาแล้วแยกไม่ออก (หัวเราะ) คือการรวมทุกอย่างเป็นก้อนเพื่อให้สมองทำงานง่ายขึ้น  มันคือความสามารถของมนุษย์อยู่แล้ว มันไม่จำเป็นต้องไปแยกลิงทุกตัวว่ามันต่างกัน เพราะมันไม่มีความสำคัญกับชีวิตเรา ก็เหมือนกันกับกับคนที่ไม่ได้เจอเราบ่อย เราก็เลยต้องรวมเขาไว้” 

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง : 

Monolingual but not bilingual infants demonstrate racial bias in social cue use https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/desc.12809

Narrowing in categorical responding to other-race face classes by infants

https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/desc.12301


Writer

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

คุณแม่ลูกหนึ่งซึ่งคลุกวงในงานข่าวมาหลายสิบปี เพิ่งมาค้นพบตัวเองไม่กี่ปีมานี้ว่าอินกับงานด้านเด็ก ครอบครัว และการศึกษามากเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้มาร่วมสร้างแผนที่การเรียนรู้อย่าง mappa

Writer

มิรา เวฬุภาค

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts