จอห์นนี่ เดปป์ v แอมเบอร์ เฮิร์ด: ท้ายที่สุด เราก็เป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งหมด

  • “ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ผมก็แพ้ตั้งแต่วันที่กล่าวหาแล้ว”​ จอห์นนี่ เดปป์
  • “บางทีมันอาจจะง่ายที่จะลืมไปว่าฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง”  แอมเบอร์ เฮิร์ดพูดในคอกพยานแบบนั้น
  • ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเช่นไร นี่เป็นอีกครั้ง มันนำไปสู่การตัดสินและการปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับไม่ใครก็ใครในสองคนนั้นไม่ใช่มนุษย์

6 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาคดีที่ทั้งโลกจับตามองระหว่างจอห์นนี่ เดปป์และแอมเบอร์ เฮิร์ด อดีตคู่รักนักแสดงฮอลลีวูดที่ความรักได้ผันเปลี่ยนเป็นความบาดหมาง เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นคนใช้ความรุนแรงในครอบครัว

นับตั้งแต่มีการพิจารณาคดี จอห์นนี่ เดปป์เป็นฝ่ายที่ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามด้วยหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าแอมเบอร์เฮิร์ดใช้ความรุนแรงต่อเขา และแม้แต่เขาเองก็ได้ให้การไว้ว่าไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นอย่างไร เขาก็ได้มาที่นี่ และได้เล่าเรื่องที่เขาไม่มีโอกาสได้เล่าเมื่อ 6 ปีก่อนแล้ว 

แต่หากอยากรู้ว่าทำไมการได้มีพื้นที่ให้เล่าเรื่องมุมของเขาสำคัญกับจอห์นนี่ เดปป์นัก อาจต้องย้อนกลับไปในวันที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

23 พฤษภาคม 2016 หรือ 6 ปีที่แล้ว แอมเบอร์ เฮิร์ดฟ้องหย่าจอห์นนี่ เดปป์ อดีตสามีที่คบหากันมาราว 5 ปี และเพียง 4 วันหลังจากนั้น เธอปรากฏตัวที่ศาลแคลิฟอร์เนียด้วยใบหน้าที่มีรอยช้ำเพื่อขอคำสั่งห้ามเข้าใกล้ชั่วคราว (temporary restraining order) พร้อมข้อกล่าวหาว่าจอห์นนี่ เดปป์เป็นผู้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว

ทันทีที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกรายงานผ่านสื่อ ชีวิตของจอห์นนี่ เดปป์ก็พลิกผันภายในพริบตา แฮชแท็กให้กำลังใจอีกฝ่ายอย่าง #IStandWithAmber ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในเวลาไม่นาน ภาพโปสเตอร์หนังเรื่องใหม่ของจอห์นนี่ เดปป์ตามสถานีรถไฟฟ้าต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยถ้อยคำด่าทอ ท่ามกลางเสียงแห่งความกราดเกรี้ยวของสังคม เสียงเรียกร้องจากจอห์นนี่ เดปป์ให้ผู้คนรับฟังเรื่องของเขาบ้าง เบาเกินกว่าใครจะได้ยินเสียแล้ว

ทว่า 6 ปีให้หลัง เสียงที่ไม่มีใครได้ยินของเขากลับดังกระหึ่มในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยเทปเสียงแอมเบอร์ เฮิร์ดที่ยอมรับว่าเธอทำร้ายเขา สถานการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับจอห์นนี่ เดปป์เมื่อ 6 ปีก่อนถูกเหวี่ยงกลับไปให้แอมเบอร์ต้องประสบพบเจอไม่ต่างกัน 

แต่ท่ามกลางความดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง กู่ร้องอย่างโล่งใจ หรือร่ำไห้ด้วยใจสลาย ท่ามกลางถ้อยคำและอารมณ์ที่สาดใส่กันของผู้สนับสนุนแต่ละฝ่าย เราอาจหลงลืมอะไรบางอย่าง

เจตนาอันดีที่ต้องการจะพิทักษ์ รักษา ปกป้องบางสิ่ง เมื่อประกอบกับอารมณ์อันคุกรุ่นที่ถูกกระตุ้นด้วยความเห็นของคนหมู่มาก ก็ทำให้เราเผลอไผลไปตามแรงอารมณ์จนหลงลืมไปว่าเขาทั้งคู่ก็มีชีวิตและจิตใจเหมือนอย่างเราทุกคน

“ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ผมก็แพ้ตั้งแต่วันที่เธอกล่าวหาแล้ว” คือสิ่งที่จอห์นนี่ เดปป์กล่าวขณะที่เขาอยู่บนคอกพยาน

“แพ้ตั้งแต่โดนกล่าวหา” นั้นไม่เกินจริงเลย ในสายตาใครหลายๆ คน จอห์นนี่ เดปป์กลายเป็นอาชญากรผู้ใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่ไม่สมควรจะมีสิทธิ์มีเสียงหรือมีพื้นที่ใดๆ ในสังคม และเมื่อความเชื่อใดได้แพร่สะพัดออกไปแล้ว ความเชื่อนั้นก็จะยังลอยล่องค้างเติ่งในอากาศ เป็นเงาตามติดผู้ที่เป็นศูนย์กลางของความเชื่อที่ว่าไปตลอด แม้ในวันนี้จอห์นนี่ เดปป์จะชนะคดี แต่ก็จะยังมีคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเสมอที่ยึดเอาความเชื่อที่ว่าเขาเป็นอาชญากรผู้โหดร้ายและกอดเก็บความเชื่อนั้นไว้เสมอ

 “และผมจะตาย โดยที่รู้ว่ายังมีคนที่คิดว่าผมเป็นคนที่ทำร้ายภรรยา” เดปป์ กล่าว

และ 

“บางทีมันอาจจะง่ายที่จะลืมไปว่าฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง” 

แอมเบอร์พูดในคอกพยานแบบนั้น และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในตอนนี้ บางครั้งเธอก็ถูกปฏิบัติราวกับเป็นเพียงตัวร้ายในละครผู้ไร้จิตไร้ใจที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในโลกความจริง สารพัดเกลียดชัง ด่าทอ ล้อเลียน ต่างกระหน่ำซ้ำฟาดเข้าหาเธอ ภาพภายนอกที่เธอแสดงออกมาทำให้หลายคนตีความว่าเธอไร้ความรู้สึก แต่ที่สุดแล้วเราก็ไม่สามารถอ่านใจใครได้จริง ๆ หรอก 

ภายใต้ ‘แอมเบอร์ เฮิร์ด’ ที่หลายคนเกลียดชัง อาจจะมีหัวใจใกล้ผุพังดวงหนึ่งเต้นอยู่ก็ได้

อีกด้านของดวงดาว

การเป็นบุคคลสาธารณะนั้นมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย ความรักและแรงสนับสนุนที่แฟนๆ มอบให้มักมาพร้อมกับความคาดหวัง แต่เมื่อถอดความเป็นดาราออกแล้ว จะจอห์นนี่ เดปป์หรือแอมเบอร์ เฮิร์ดต่างก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งเหมือนกันกับเรา คนที่มีชีวิตนอกเหนือจากชีวิตในกรอบที่เราเห็น คนที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง คนที่เคยพลาดพลั้ง คนที่มีทั้งด้านดีและแย่ไม่ต่างกับคนอื่น ๆ ทุกคนบนโลกใบนี้

เพราะกระบวนการไต่สวน ทั้งคู่จึงต้องเปิดเปลือยชีวิตส่วนตัวให้ทั้งโลกได้เห็น หลายเรื่องทำให้เราได้เข้าใจว่าเขาทั้งคู่ต่างเป็นเพียงคนที่มีบาดแผลจากวัยเด็ก และเด็กสองคนนั้นก็ได้มาพบกัน รักกัน เรียกร้องจากกันและกัน อดทนต่อเรื่องที่ไม่น่าจะอดทนให้กันและกัน เพราะบางสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาโดยครอบครัวที่ทั้งคู่ไม่อาจลบได้

จอห์นนี่ เดปป์บอกว่าเขาอดทนกับความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจที่แอมเบอร์กระทำต่อเขาเพราะแม่ของเขาก็เป็นเหมือนเธอ แม่เป็นเครื่องด่าที่ไม่เคยปิดสวิตช์ ทั้งสามีและลูกต่างตกเป็นเป้าความรุนแรง บางครั้งลุกลามจากถ้อยคำไปเป็นการทำร้ายร่างกาย จนถึงวันที่ความอดทนของพ่อสิ้นสุดลง ขนข้าวของออกจากบ้านไปโดยไม่บอกกล่าว ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่เขาตื่นขึ้นมาพบแม่ผู้หัวใจรานร้าวทานยาเกินขนาดและหมดสติไป 

“ภาพนั้นติดอยู่ในหัวผมเสมอ ผมกลัวว่าคุณเฮิร์ดจะทำแบบเดียวกันหากผมทิ้งเธอไป” ด้วยเหตุผลนี้เองเขาจึงอยู่กับเธอแม้ว่ามันจะเป็นความสัมพันธ์ที่กัดกินเขามากแค่ไหนก็ตาม

ฟากแอมเบอร์ เฮิร์ดนั้นเล่าว่าพ่อของเธอเป็นผู้ใช้สารเสพติด บางครั้งเมื่อใช้ไปมาก ๆ พ่อเธอจะโมโหร้าย และมักจะระบายลงกับแม่ แต่เธอก็ได้เห็นว่าความรักความเข้าใจของแม่นั้นเปลี่ยนแปลงพ่อได้ เธอจึงคิดว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงจอห์นนี่ เดปป์ ที่ในเรื่องราวจากฝั่งเธอนั้นมักจะกลายเป็น ‘มอนสเตอร์’ ที่โหดร้ายหลังใช้ยาเสพติด ส่วนในช่วงที่เขาสามารถหยุดยาได้ เขาจะกลายเป็นผู้ชายแสนดี น่ารัก อ่อนโยน แบบที่เธอหลงรักหมดหัวใจ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เธออยู่กับเขาด้วย

นอกจากเรื่องราวในวัยเด็กที่ส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะประคับประคองชีวิตคู่ไว้ของทั้งสองคนแล้ว ตลอดการพิจารณาคดีกว่า 6 สัปดาห์ ยังมีหลักฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายจากจอห์นนี่ เดปป์หรือเทปเสียงที่แสดงพฤติกรรมอันรุนแรงของแอมเบอร์ หลักฐานเหล่านั้นนำไปสู่เสียงวิจารณ์มากมายจากผู้สนับสนุนทั้งสองฝั่ง 

และอีกครั้ง… มันนำไปสู่การตัดสินและการปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับไม่ใครก็ใครในสองคนนั้นไม่ใช่มนุษย์

แน่นอนว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่ควรยอมรับได้ แต่การพิจารณาคดีที่ผ่านมาเป็นเพียงคดีแพ่งที่มาตรฐานในการพิสูจน์หลักฐานนั้นเป็นเพียงการพิสูจน์ให้เห็นถึงพยานหลักฐานที่ ‘น่าเชื่อถือกว่า (Preponderance of the Evidence)’ ดังนั้นเราจึงต้องยอมรับว่าเราไม่มีทางได้รู้ความจริงอันสมบูรณ์ในชีวิตของทั้งคู่ 

มีก็แต่เพียงจอห์นนี่ เดปป์และแอมเบอร์ เฮิร์ดเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ของเขา และในฐานะมนุษย์ ทั้งคู่ต่างก็มีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในการเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินว่าผิด

บางที สิ่งที่เรารู้จากคดีนี้ในท้ายที่สุดคือความจริงที่ว่าทั้งจอห์นนี่ เดปป์และแอมเบอร์ เฮิร์ดต่างก็เป็นคนที่เคยรักกันและเกลียดชังกันในความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนเกินกว่าคนนอกอย่างเราจะเข้าใจได้ 

บางที เราอาจได้รู้ว่าดวงดาวสุกสกาวส่องแสงสว่างไสวที่เราเห็นอาจเป็นเพียงด้านตรงข้ามของดวงดาวที่มืดหม่น ร้าวราน แหลกสลาย เรา – ในฐานะผู้สังเกตการณ์ อาจทำได้เพียงรับฟังทั้งสองฝ่ายก่อนจะกระโจนเข้าไปพิพากษา และท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป ในวันที่อารมณ์ของเราตกตะกอนแล้ว หากมองกลับมาอีกครั้งเราอาจจะได้เห็นว่าจอห์นนี่ เดปป์หรือแอมเบอร์ เฮิร์ดต่างก็เป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นมนุษย์ไม่ต่างกับเราทุกคน


Writer

ปัญญาพร แจ่มวุฒิปรีชา

ชอบดนตรีและชอบยุยงให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ชอบ เชื่อว่าสิ่งใดเป็นแรงบันดาลใจได้ สิ่งนั้นดีเสมอ

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts