หนัง 4 เรื่องจาก ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ที่บอกว่า “ทุกๆ ความสัมพันธ์ที่ผ่านมา ไม่เคยด้อยค่าแต่ทำให้เราเติบโต”

  • ‘ภาพยนตร์’ ตัวแทนของผู้ชมในช่วงวัยหนึ่งที่เคยเจอปัญหา เรียนรู้ และเติบโตเพื่อเดินหน้าต่อเป็นตัวเราในวันนี้
  • ‘กรุงเทพกลางแปลง’ กิจกรรมใหม่ของชาวกรุงเทพฯ ย้อนวันวานการดูหนังแบบ ‘กลางแปลง’
  • mappa ชวนดูหลากหลายความสัมพันธ์จาก 4 ภาพยนตร์ ที่จัดฉายตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ 

‘กรุงเทพกลางแปลง’  

เป็นหนึ่งในนโยบาย ‘12 เดือน 12 เทศกาล’ ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความบันเทิงให้กับชาวกรุงเทพฯ

หลายคนจับมือแฟน จูงมือลูก หรือพาแก๊งเพื่อนไปดูหนังกลางแปลงตามจุดฉายหนังต่างๆ เพื่อหวนนึกถึงบรรยากาศและความทรงจำกันอีกครั้ง

สุดสัปดาห์นี้ mappa ชวนดูหลากหลายความสัมพันธ์จาก 4 ภาพยนตร์ ที่จัดฉายตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ 

บางครั้งละครก็คือตัวแทนของผู้ชมในช่วงวัยหนึ่งที่เคยเจอปัญหา เรียนรู้ และเติบโตเพื่อเดินหน้าต่อเป็นตัวเราในวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

แต่เราก็ยังจำตัวเราในวัยนั้นได้ดีเช่นเดียวกับทุกๆ ตัวละครจาก 4 ภาพยนตร์ที่บอกว่า ชีวิตวันนี้ของเราคือผลลัพธ์ของทุกๆ ความสัมพันธ์ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต

ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ พวกเราก็เคยมีความสุขและผิดพลาดกันทั้งนั้น แล้วสิ่งนั้นคือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตและเดินหน้าต่ออย่างมีจุดหมาย

รักแห่งสยาม : ‘ความรัก’ อาจไม่คงทน แต่ได้เจอ ‘ตัวตน’ ที่จะอยู่กับเราตลอดไป 

ผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง

คำสอนที่เราต่างเคยได้ยินมาในวัยเด็ก ไม่ว่าจะจากผู้ใหญ่หรือสื่อโฆษณา สื่อบันเทิงต่างๆ ที่มักฉายภาพชายหญิงคู่กันเสมอ

‘โต้ง’ ตัวละครจาก ‘รักแห่งสยาม’ ที่อาจถูกปลูกฝังด้วยความคิดนี้เช่นกัน เพราะมันทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ เมื่อพบว่าหัวใจเต้นแรงเวลาที่อยู่ใกล้ ‘มิว’ เพื่อนสนิทชายในวัยเด็กที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งช่วงม.6 

ขณะที่โต้งกำลังค้นหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาคืออะไร ‘สุนีย์’ แม่ของโต้งที่มองเห็นสิ่งนี้จากลูกชายของเธอเช่นกัน แต่เธอเลือกที่จะตีความทันทีว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ แล้วการเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ก็ทำให้รู้ว่าเขาดื้อขนาดไหน เธอเลือกที่จะไปคุยกับมิวให้ถอยห่างจากลูกเธอซะ

ส่วนมิวเองก็เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับโต้ง มันย้ำเตือนให้เขานึกถึงช่วงวัยเด็กที่โดนเพื่อนๆ แกล้ง เพราะมองว่าพฤติกรรมเขาไม่ ‘แมน’ พอ 

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้อาจไม่ใช่รักแท้ที่คงอยู่หรือต้องต่อสู้เพื่อให้ได้คู่กัน แต่เป็นความรู้สึกที่ทำให้พวกเขารู้จัก ‘ตัวตน’ ได้ทำความเข้าใจตัวพวกเขาให้ลึกซึ้งกว่าเดิม 

แม้สิ่งที่ค้นพบจะแตกต่างกับสิ่งที่สังคมพร่ำบอก แต่สุดท้ายคนที่เลือกจะใช้ชีวิตอย่างไรก็คือตัวเราเอง 

สามารถรับชมภาพยนตร์ได้ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม ณ สยาม Blox I สยามสแควร์

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ :  “คนนี้พี่ขอ”กล้าพูดความต้องการออกมา พาตัวเองไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

“แม่ เคยบอกว่าห้ามไปจีบผู้ชายก่อน ไม่ใช่เหรอ?”

คำถามจาก ‘เหมยลี่’ ที่มีให้กับแม่ตัวเอง หลังจากฟังแม่เล่าว่าสมัยวัยรุ่นเคยติ่งนักร้องคนหนึ่ง เพราะเหมยลี่ก็เคยทำแบบเดียวกัน แต่ปฎิกิริยาของแม่ตอนนั้นทำบ้านแทบแตก แม่โมโหและบอกว่าถ้าพ่อรู้ว่าเธอ ‘บ้าผู้ชาย’ คงเสียใจ 

“ไม่นิ แกเข้าใจว่าแบบนั้นเหรอ” 

คำตอบจากแม่ที่ทำให้เหมยลี่ตาโตกว่าเดิม 17 ปีที่เธอโตมาพร้อมกับความคิดว่าติ่งดาราไม่ดีหรือจีบผู้ชายก่อนไม่ควร ต้องอยู่ในกรอบผู้หญิงที่ดีตามครอบครัวบอก ทำให้เหมยลี่ในวัย 30 ปีตอนนี้ไม่เคยมีประสบการณ์ความรัก 

ขณะที่เพื่อนหลายคนเริ่มแยกออกไปมีชีวิตของตัวเอง จนกระทั่งเพื่อนที่สนิทที่สุดก็โบกมือลาไปจับมือคู่ชีวิตตัวเอง ทำให้เหมยลี่เคว้งคว้างกว่าเดิม

จนเธอได้เจอกับคนคนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก ‘รัก’ ครั้งแรกและอยากจะลองเดินบนเส้นทางแปลกใหม่นี้ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะเดินออกมาจาก comfort zone พื้นที่ปลอดภัยที่เธอใช้เวลากับมันมาทั้งชีวิต ถึงมันจะไม่ใช่พื้นที่ที่เธอชอบหรือมีความสุขที่จะอยู่สักเท่าไร แต่ก็ทำให้เธออุ่นใจและปลอดภัยจนไม่กล้าจะก้าวไปทางอื่น

‘ครอบครัว’ เป็น comfort zone ของเหมยลี่ แม้จะเต็มไปด้วยการตีกรอบและความเป็นห่วงที่บางทีก็มากเกินรับไหว แต่เหมยลี่ก็อยู่จนชินและกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

 แม้แต่ตัวตนของเธอ ความเป็นคนที่เก็บทุกอย่าง ไม่พูดแม้จะไม่ชอบแค่ไหน เลือกทน ทน และทนเสมอ

“คนนี้พี่ขอ”

ครั้งแรกที่เหมยลี่กล้าพูดความต้องการตัวเองออกมา รวมถึงพาตัวเองไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

แม้ที่ผ่านมาเธออาจจะพลาดหลายสิ่งเพราะความกลัวและความเชื่อที่ฝังหัว แต่ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ ก็ยังคงสามารถเปลี่ยนได้เสมอ ก้าวออกจากพื้นที่เดิมๆ ลองเดินไปเส้นทางใหม่ๆ ที่เราไม่เคย ถึงจะหกล้มหรือเดินยากกว่าเดิม แต่ก็อาจเป็นความสนุกของการเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้

School Town King : คนเรามีความฝัน ต้องเลือกและทำมันด้วยตัวเอง

“กูต้องทำความฝันตอนนี้”

‘แรปเปอร์’ คือ ความฝันของ ‘บุ๊ค’ ธนายุทธ ณ อยุธยา เด็กจากชุมชนคลองเตย แม้สิ่งนี้จะค้านสายตาครูและครอบครัว

แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้บุ๊คล้มเลิกความฝัน เขาพยายามมากขึ้น ทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีไปกับการเตรียมตัวและฝึกซ้อม

นอกจากจะหลงใหลในเพลงฮิปฮอป อีกด้านหนึ่ง เพลงแร็ปทำให้บุ๊คมีตัวตนในสายตาคนอื่น เพราะที่โรงเรียน บุ็คเป็นเด็กเกเรที่ไม่ยอมเรียน ส่วนในครอบครัวบุ๊คเป็นลูกชายที่ทำให้พ่อผิดหวัง

“ตอนที่ผมไม่แร็ป เหมือนเราเป็นคนที่โดนมองข้าม เหมือนในโรงเรียน เราไม่มีชื่อเสียงหรือไม่เด่นเลย แต่พอเราแร็ปคนก็หันกลับมาชอบเรา”

ขณะเดียวกัน ถึงพ่อจะไม่เต็มใจยอมรับ แต่ในห้องเล็กๆ ที่บ้าน บุ๊คมีห้องอัดและแต่งแร็ปเป็นงานอดิเรก สำหรับวัยรุ่นคนนี้ ความคิดเห็นของคนอื่นไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อในตัวเอง

ทำให้บุ๊คพาพ่อเดินเข้าโรงเรียนเพื่อลาออก สวนทางกับ ‘นนท์’ แรปเปอร์รุ่นน้องที่เลือกจะพักวิถีแรปเปอร์ สะพายกระเป๋าเข้าห้องเรียนเพื่อพ่อแม่ 

“สุดท้ายคนที่อยู่ได้ ไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่คือคนที่ดูแลตัวเองได้”

บุ๊คบอกนนท์ ในวันที่เขาเลือกแล้วว่า แรปเปอร์จะทำให้เขาดูแลตัวเองได้ และสุดท้ายเขาจะมอบความสุขให้ครอบครัวได้ แม้วันนี้บุ๊คจะต้องแบกรับความกดดันและความเจ็บปวดที่บอกใครไม่ได้ เพราะพ่อยังไม่ยอมรับทางเลือกที่เขาเลือก

แต่ลูกชายคนนี้ก็หวังว่าวันหนึ่งพ่อจะเข้าใจและภูมิใจในตัวเขาบ้าง

และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บุ๊คก็ยังเชื่อว่า “คนเรามีความฝัน ต้องเลือกและทำมันด้วยตัวเอง”

สามารถรับชมภาพยนตร์ได้ในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม ณ สวนครูองุ่น

เพื่อนสนิท : รักและคิดถึง ประโยคลงท้ายจดหมายที่บอกว่า เพื่อนจะให้กำลังใจกันแม้จะแยกย้ายกันไปเติบโต 

“สวัสดี เราชื่อดากานดา”

ดากานดา คือ เพื่อนคนแรกของ ‘หมู’ หรือ ‘ไข่ย้อย’ ในชีวิตมหาวิทยาลัย

ขณะที่เพื่อนคนอื่นวิ่งล่าลายชื่อเพื่อนตอนรับน้อง แต่ไข่ย้อยยืนอยู่กับที่ เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนากับเพื่อนคนอื่นอย่างไรดี

แต่ดากานดาเป็นคนที่เข้ามาทักพร้อมกับแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มและความสดใส หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็พัฒนาจากเพื่อนเป็นเพื่อนสนิท

ไปดูคอนเสิร์ต คอยเตือนให้ส่งงาน และบางครั้งก็ด่ากันบ้าง 

เพราะทั้งสองคน คือ ‘เพื่อนสนิท’ กัน  แม้จริงๆ แล้วทั้งสองคนจะคิดกับอีกคนมากกว่าเพื่อนก็ตาม

วันสอบวันสุดท้าย ความสัมพันธ์ของดากานดาและไข่ย้อยจะไม่เหมือนเดิม แต่ไข่ย้อยก็ยังนัดเพื่อนที่เคยสนิทมาเคลียร์ใจกัน

“เรารักแกว่ะ” ไข่ย้อยบอกกับดากานดา แม้จะรู้คำตอบของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

“มาทำอะไรเอาตอนนี้” ดากานดาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ เพราะเธอเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วเหมือนกันว่า ไข่ย้อยคิดอย่างไรกับเธอ

แล้วคำตอบของดากานดาก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ทำให้ไข่ย้อยกลับกรุงเทพฯ มาพักผ่อนที่พะงัน

ตั้งแต่วันที่ดากานดาปฏิเสธความรู้สึก นาฬิกาของไข่ย้อยเหมือนเดินถอยหลัง ทุกครั้งที่เขาจะเริ่มต้นใหม่ เขาจะนึกถึงเพื่อนสนิทเสมอ

ชีวิตที่พะงันของไข่ย้อย ไม่ใช่การหนีร้อน แต่หนีรัก เพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

“เมื่อวานฉันพร้อมออกเดินทางอีกครั้ง จะไปไหนน่ะเหรอ คงเป็นสักที่มั้ง ที่เวลาเลิกเดินถอยหลังและวันใหม่ของฉันจะเริ่มต้นขึ้น”

วันหนึ่งทุกคนต้องแยกย้ายไปเติบโต แต่ความสัมพันธ์ของเพื่อนจะยังเป็นความทรงจำที่สวยงามในใจของเราเสมอ

“ดากานดา หวังว่าแกจะอวยพรให้ฉันนะ”

“รักและคิดถึง” 

ไข่ย้อยทิ้งท้ายในจดหมายถึงดากานดาไว้แบบนั้น เพราะนี่คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาจะเขียนถึงเพื่อนสนิท 

เพื่อส่งสัญญาณให้กับตัวเองอีกครั้งว่า ไม่เป็นไรถ้าความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนจะไม่เหมือนเดิม แต่ส่งแรงใจในระยะไกลก็เพียงพอแล้วสำหรับเพื่อนคนหนึ่งที่รักและหวังดีต่อกันเสมอมา

สามารถรับชมภาพยนตร์ได้ในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม ณ ตลาดบางแคภิรมย์ 


Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตอยู่ได้ด้วยซัมเมอร์ ทะเล และความฝันที่จะได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขตลอดไป

ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

ชอบดูซีรีส์เกาหลี เพราะเชื่อว่าตัวเราสามารถสร้างพื้นที่การเรียนรู้ได้ สนใจเรื่องระบบการศึกษาเเละความสัมพันธ์ในครอบครัว พยายามฝึกการเล่าเรื่องให้สนุกเเบบฉบับของตัวเอง

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts