แม็กซ์ เจนมานะ

“ผมอยากเป็นพ่อที่เป็นเพื่อนกับลูก” เลี้ยงลูกต้องชัดเจน

เพราะอาชีพของผมคือการเล่าเรื่อง เราต้องกล้าที่จะเปิดเผยทุกอย่างมากขึ้น ทุกคนจะได้เข้าใจเพลงของผมมากขึ้น เข้าใจหนังสือของผมมากขึ้น และรู้ว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของผมมาจากไหน

นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้ ‘แม็กซ์’ ณัฐวุฒิ เจนมานะ ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง ตัดสินใจก้าวข้ามพื้นที่โลกส่วนตัวของตัวเองและแนะนำคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้เรารู้จัก 

‘เด็กชายชัดเจน เจนมานะ’ คือคนสำคัญที่สุดในชีวิต วัย 4 ขวบ 8 เดือน 

ถ้าไม่นับคนสนิท เรารู้จักเด็กชายชัดเจนครั้งแรกผ่านโลกโซเชียลมีเดียของคุณพ่อแม็กซ์เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา 

ในมุมศิลปินเรารู้จักเขาเป็นอย่างดี แต่ในบทบาท ‘คุณพ่อ’ เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาเป็นพ่อแบบไหน ยิ่งไปกว่านั้นคือ “เป็นคุณพ่อแล้วหรือ” 

คุยกับ แม็กซ์ ในวันที่ชีวิตมีคนสำคัญเพิ่มขึ้นมา แม็กซ์เลี้ยงลูกแบบไหน เขาคาดหวังอะไรในตัวลูก และที่สำคัญเมื่อโลกเปลี่ยนไปโจทย์ท้าทายที่สุดสำหรับเด็กรุ่นต่อไป แม็กซ์มองว่าคืออะไร

และการตั้งชื่อลูกว่า ‘ชัดเจน’ มันมีเหตุผลรองรับหนักแน่น  

ถึงพ่อจะสับสน แต่ลูกต้องชัดเจน – แม็กซ์บอก

ย้อนถามถึงการเปิดตัวว่ามีลูก คุณแม็กซ์มีความตั้งใจอย่างไร

จริงๆ ไม่ได้ปิดนะ เวลาที่ครอบครัวไปเดินห้างเราก็อุ้มเดินเล่น ซึ่งถ้าคนเขาสนใจเราจริงๆ เขาจะทราบเรื่องนี้ ซึ่งแฟนคลับผมก็รู้ ผมคิดว่างานของผมมันไม่ใช่แค่การร้องเพลง แต่มันคือตัวตนของผมที่พรีเซนต์ผ่านงานในฐานะวงการบันเทิง ผมจึงคิดว่าเราน่าจะเปิดให้มากกว่านี้ เปิดให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนยังไง 

ลูกเป็นพาร์ทหนึ่งที่ใหญ่และสำคัญมากในชีวิตของผม เพราะฉะนั้นทุกคนจะไดัเข้าใจเพลงของผมมากขึ้น จะเข้าใจหนังสือของผมมากขึ้น และรู้ว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของผมมาจากไหน

เราไม่ได้หนักใจ บวกกับภรรยาผมเขาชอบอยู่เงียบๆ ซึ่งผมก็คิดคล้ายๆ เขา แต่เรามาคุยกันว่า ตอนนี้เราอายุ 30 แล้ว มันเป็นวัยที่ดี ผมเคยตั้งเป้าไว้ตอนหนุ่มๆ ว่าเราจะทำอะไรบ้างให้ชีวิต ซึ่งมันก็ตามสเต็ป ตอนนี้มีลูกแล้ว งานก็ค่อนข้างมั่นคงแล้ว อยากจะเริ่มทำอะไรให้มันรีแล็กซ์ขึ้น การเปิดตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกอย่างผมก็แต่งงานมานานแล้วด้วย 

วัยเด็ก แม็กซ์ เจนมานะ เป็นเด็กผู้ชายแบบไหน

เป็นเด็กที่เลวมากเลย คือถ้าคุยกับพ่อแม่ผม เขาก็จะบอกว่าตอนเด็กๆ ผมดื้อมาก ซนมาก ผมเป็นคนเดียวที่โดนจับมาค้างในโรงเรียน 2-3 ครั้ง นั่นคือการลงโทษที่รุนแรงที่สุด ผมซนมาก ซ่ามาก คือเขาไม่รู้จะทำยังไงกับผมแล้ว ก็จับให้นอนค้างเลยละกัน ให้พ่อแม่เอาข้าวมาส่งตอนเย็น เหมือนเข้าคุกอะ ให้เราอยู่ช่วยทำงานโรงเรียน น่ากลัวๆ (ทำหน้ากลัวจริงๆ) 

เรียนเก่งไหม

เก่งนะ (หัวเราะ) คือพ่อแม่ผมเขาชอบพูดตลอดว่าพ่อกับแม่ไม่ได้โง่นะ เราก็ไม่ควรจะได้เกรดไม่ดี เคยได้เกรดแย่ๆ แบบ 2.7 2.8 จำได้ว่าเขาโกรธมากเลย เพราะตอนนั้น ม.ปลาย แต่พอโกรธครั้งเดียวผมก็เลยขยันเลย จบ ม.ปลายมาด้วยสามจุดกว่าๆ 3.8

ความเรียนเก่งนี่เป็นโดยธรรมชาติของเราเองหรือมีแรงผลักบางอย่างว่าเราต้องเรียนเก่ง

ผมว่าไม่ใช่เพราะตัวผมหรอก มันเป็นความกดดันจากทางบ้าน จริงๆ ถ้าถามตัวเอง เราก็เหมือนเด็กไทยปกติ เราไม่ได้สำรวจตัวเองว่าเราชอบอะไรบ้าง เราก็แค่ทำตามมาตรฐานที่พ่อแม่เซ็ตไว้ เราต้องเป็นคนเก่งทุกอย่างสำหรับพ่อแม่

มันดูตรงกันข้ามไหม เด็กที่บอกว่าตัวเองเลวมากกับเรียนเก่ง 

คือเราไม่เคย satisfy (ทำให้พอใจ/ภูมิใจ) พ่อแม่ ไม่ว่าจะในทางไหนก็ตาม ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาภูมิใจในตัวเรา 

ก่อนหน้านี้เราเรียนเก่งนะ แต่เขาก็ยังไม่พอใจเพราะเราเป็นเด็กหลังห้อง ผมไม่ชอบเข้าแถว ไม่ค่อยชอบร่วมงานโรงเรียน สิ่งที่เกลียดมากที่สุดคือการโดนบังคับให้ถูกตัดผม หรือทำอะไรที่มันไม่ make sense ผมตั้งคำถามกับมัน เราทำไปเพื่ออะไร ผู้ใหญ่เขาคงก็มีมายด์เซ็ตของเขา ซึ่งอาจจะถูกในรุ่นของเขา แต่รุ่นเราเราคิดว่ามันควรจะ compromise มากขึ้น เพราะมันเป็นสิทธิของเรา แล้วคุณเป็นใคร

ความฝันตอนเด็กๆ ของแม็กซ์ อยากเป็นอะไร

เราอยากเป็นนักวาดการ์ตูน อยากเป็นนักเขียน อยากไปเรียนอักษรศาสตร์ พ่อเคยถามผมตั้งแต่เด็กเลยว่าอยากเรียนอะไร ผมอยากเรียนอักษร แต่พ่อบอกว่าคนเขียนหนังสือส่วนใหญ่ เขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสายอื่นแล้วมาเขียนกันทั้งนั้น พอโตขึ้นมาผมก็อยากเป็นสถาปนิก เคยไปแข่งวาดรูป ไปเล่นโฆษณาด้วย แต่สุดท้ายก็เลือกเรียนตามพ่อ คือไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เห็นไหมว่าพ่อแม่มีผลเยอะมากในยุคของเรา

พอมีลูก ความสัมพันธ์ของแม็กซ์และลูกเป็นอย่างไรบ้างในช่วงนี้ 

ตอนนี้รอวันเปิดเทอมอย่างเดียวเลยครับ เมื่อไหร่จะไปโรงเรียนซักที ลูกถามทุกวันเลย เขาอยากไปโรงเรียน เขาก็เบื่อผมเหมือนกัน เบื่อหน้ากันและกัน (หัวเราะ)

ชีวิตประจำวัน ลูกจะปลุกผมตอนเช้า พร้อมบ่นว่าทำไมผมตื่นสาย แล้วเขย่าตัวบอกให้ตื่นได้แล้ว ‘นี่คนเขากินข้าวกันหมดแล้วเนี่ย ทำไมตื่นสายแบบนี้’ เราก็ได้แต่ตอบว่าพ่อทำงานคนละเวลากับแม่

วิธีเลี้ยงของบ้านเราจะไม่ค่อยให้ลูกเล่นมือถือครับ โดยเฉพาะแม่เขาจะห้ามมากๆ เวลาส่วนใหญ่ของลูกจึงหมดไปกับการขลุกอยู่กับหนังสือ วาดรูป เล่นของเล่น เล่นบอร์ดเกม เวลาผมเล่นเกมเขาก็จะมานั่งด้วยบ้าง เขาอยากเล่นผมก็ให้เขาเล่นนิดๆ หน่อยๆ ไม่อยากให้บังคับเกินไป ผมกับแม่เขาจะคนละด้าน แม่เขาจะถนัดการบูรณาการกิจกรรม พาไปเรียน พาเล่นกับดิน พาลูกไปเข้าป่า ส่วนผมนี่ก็วัตถุนิยมมาก ชวนลูกมาดูสไปเดอร์แมน (หัวเราะ)

ระหว่างคุณแม็กซ์กับภรรยาหาจุดตรงกลางกันได้ยังไง

เราต้องคุยกันครับ เช่น ทุกวันเสาร์บ้านเราจะดูหนังได้ตอนกลางคืน วันศุกร์ดูสารคดี แฟนผมเขียนตารางเวลาให้เลยว่าอยู่บ้านกับผมทำอะไรบ้าง พากินขนมตอนสาย นอนกลางวันกี่โมง แล้วถ้าไม่นอนกลางวันก็ไม่ได้ดูหนังตอนเย็น ภรรยาจะดูแลเรื่องนี้

สำหรับการวางตารางให้ลูกเราพยายามทำมาก่อนลูกจะรู้เรื่อง พอเขารู้เรื่องขึ้นมาหน่อย นอกจากตารางเราจะมีกระดานอีกอัน เอาไว้เขียน issue ของลูกในแต่ละวัน แฟนก็จะดูเรื่องเวลา ผมจะดูแลกระดานที่เป็น issue เช่น วันนั้นลูกมีพฤติกรรมชอบตัดพ้อ ผมก็จะเขียนว่า ‘ชัดเจนชอบตัดพ้อ’ ‘ชัดเจนไม่ยอมกินข้าว’ ที่เราเขียน ไม่ได้ต้องการตำหนิหรือด่าเขานะ เขียนเสร็จเราจะมาดูด้วยกันว่า ‘ทำไมลูกถึงเป็นแบบนั้น-เขาต้องการอะไร’ 

ผมเคยอ่านบทความ เขาบอกว่าพ่อแม่ควรฟังความต้องการของลูกจริงๆ ว่าเขาต้องการอะไรถึงพูดคำตัดพ้อออกมา เขาบอกเราว่าที่เขาตัดพ้อเพราะพ่อแม่ไม่คุยเล่นกับเขา นั่นหมายถึงว่าเขาอาจจะกำลังต้องการเพื่อนเล่น พ่อกับแม่ก็ต้องวางตัวเองให้เป็นเพื่อนเขามากขึ้น 

สรุปว่าหน้าที่ในบ้านภรรยาจะดูแลเรื่อง routine วางระเบียบ ส่วนคุณแม็กซ์ก็จะสังเกตอารมณ์หรือนิสัย

ใช่ เพราะส่วนใหญ่ภรรยาเขาจะดุมากกว่า เราเลยต้องช่วยกันดู

ส่วนใหญ่โดนดุเรื่องอะไรบ้าง

เรื่อยเปื่อย ถ้าดุผม เช่น เรื่องกินข้าวไม่ล้างจาน ผมก็พยายามชวนลูกมาช่วย ชัดเจนมาช่วยพ่อล้างหน่อยพยายามเชื่อมโยงกิจกรรมเข้ากับเขา เพราะตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่าพ่อแม่ของเราเขาไม่มีข้อบกพร่องเลย ซึ่งมันก็ดี นะ แต่ผมอยากให้สิ่งนี้มันลดลง ผมอยากให้ลูกของผมเขารับรู้ว่าเราต่างเป็น human being เราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนเขา แล้วก็ respect เขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เราอยากฟังเขา เพราะผมรู้สึกว่า ตัวผมเองมี issue เยอะเรื่องพ่อแม่ แล้วผมไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น

เคยมี issue กับพ่อแม่เรื่องอะไร?

มันเป็นเรื่อง Psychological Manipulation (การชักจูงทางจิตวิทยา) 

เรารู้สึกว่าพ่อแม่ shape เรามาเยอะมาก จนทำให้เราสับสนในความเป็นตัวเอง ตัดสินใจอะไรบางอย่างไม่ได้ ซึ่งเราไม่อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้น เราอยากให้เขาชัดเจน เราถึงตั้งชื่อลูกเราว่า ‘ชัดเจน’ 

ถ้าคุณชัดเจนว่าคุณอยากเป็นใคร ถ้าคุณไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร ก็ค้นหาต่อไป ความชัดเจนคือไม่ชัดเจนก็ได้ อะไรที่รู้ตัวว่าไม่ชอบก็ตัดออกไป ถ้าคิดไม่ออกว่าอยากเป็นอะไร ก็ไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นผลลัพธ์อย่างหนึ่งอยู่นะ

กิจกรรมในบ้านระหว่างพ่อลูก

ช่วงที่ผ่านมาโรงเรียนหยุดยาว  ลูกเป็นอย่างไรบ้าง 

เขาดูอยากเปิดเทอมนะ มีวันหนึ่งเขาวาดรูปสวยๆ ผมก็ถามว่าทำให้ใคร เขาบอกว่าเป็นผู้หญิงในห้อง ซึ่งแม่เขาก็ชอบแซว บางครั้งเขาก็เตรียมของวาดรูปเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ไปแจกเพื่อนๆ ตอนเปิดเทอม ดูเขาอยากไปโรงเรียน

ในช่วงปิดเทอมที่ยาวนานนี้ ทำอะไรกันบ้าง

ก็มีชวนทำของเล่นกันเอง นอกจากลูกต้องอยู่บ้าน ผมก็ต้องอยู่บ้านด้วย ผมต้องทำงานที่บ้าน เราต้องแต่งเพลงหรือบางครั้งก็ประชุมผ่าน Zoom ลูกก็จะมาโหวกเหวก ทำงานลำบากนิดหนึ่ง แต่เขาก็พยายามมาช่วยผมแต่งเพลงบ้างก็มี เขาจะมีคำอะไรใหม่ๆ มาพูดให้ฟัง แล้วคำแม่งดีด้วยนะ มีครั้งหนึ่งที่เขาแนะนำผมแต่ผมไม่ใช้คำที่เขาให้มา เขาถามเลย ‘ทำไมพ่อถึงไม่ใช้คำชัดเจน!’ ผมบอกคำที่เขาให้มันก็ดี แต่มันยังไม่ใช่ (หัวเราะ)

ช่วงอยู่บ้านเราเลยทำงานลำบากนิดนึง เพราะต้องแบ่งเวลาให้ตัวเองและลูก ผมเลยเซ็ตเวลาไว้ว่า ผมจะทำงานถึงเที่ยงนะ จากนั้นกินข้าวแล้วมานั่งเล่นกับลูก ทำของเล่น เล่นเกม อ่านหนังสือนิทาน หรือพยายามพาเขานอน บ้านจะได้เงียบซักสองชั่วโมง (หัวเราะ)

เห็นว่าชวนลูกทำชุดกัปตันอเมริกาด้วย?

เขาชอบซูเปอร์ฮีโร่มากกก (ลากเสียงยาว) เราดูอเวนเจอร์กันที่บ้านอากงอาม่า ลูกชอบใช่ไหม พ่อชอบเหมือนกัน แต่แม่ไม่โอเคถ้าเราจะซื้อของเล่น งั้นถ้าลูกอยากได้ของเล่น เรามาทำเองดีกว่า เราบอกเขาไปว่าซูเปอร์ฮีโร่เขาไม่ได้ซื้อชุดนะ มาทำเองดีกว่า สนุกด้วยนะ เขาจึงมาช่วยทำ นอกจากอเวนเจอร์ช่วงหลังเขาอยากเป็นวันเดอร์วูแมนด้วย อยากเป็นเอลซ่า แบทแมน เอาให้เต็มที่เลยลูก

การให้ลูกมาช่วยกันทำ มีข้อดียังไงบ้าง

ดีแน่นอน มันได้ quality time เหมือนได้ bonding กัน เมื่อพ่อแม่รู้ว่าลูกอินอะไร เราก็คอยซัพพอร์ตเขาทุกอย่างที่เขาชอบ ไม่ได้บังคับ แค่บูรณาการกิจกรรมเข้าไป

เช่น ช่วงหนึ่งลูกชอบวันเดอร์วูแมน ผมก็เอาเชือกที่บ้านมาประดิษฐ์เป็นแส้ บางช่วงเขาก็ชอบพลังน้ำแข็งของเอลซ่า เราก็เล่นกับเขา คือผมรู้สึกว่าเด็กอายุเท่าเขายังไม่ได้มีเพศ ผมไม่ตกใจนะที่ลูกจะชอบวันเดอร์วูแมนหรือเอลซ่า

ผมอยากให้เขามีทัศนคติว่าทุกคนคือมนุษย์เท่ากัน ครั้งหนึ่งเราเคยไปเที่ยวทะเลแล้วเขาชี้ไปที่คนผิวสีบอกนั่นคนน่ากลัว ผมสอนเขาตรงนั้นว่ามนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน ชัดเจนเป็นเด็กแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ ถ้าคนอื่นล้อหรือมาพูดถึงชัดเจน ชัดเจนก็ไม่ชอบ ถูกไหม ดังนั้นเราควรเคารพในความหลากหลาย คนเราชอบไม่เหมือนกัน อย่าไป criticized (วิพากษ์วิจารณ์) กันและกัน 

ผมว่าการสอนให้ respect มันเริ่มมาจากการเข้าสังคมเจออะไรเยอะๆ ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ผมเปิดตัวว่าผมมีลูก ผมจะได้พาเขาไปทุกที่ เจอคนโน้นคนนี้ เพื่อนผมมีทั้ง LGBTQ+ มีเพื่อนคนดัง เพื่อนฝรั่ง เขาจะได้เข้าใจ culture ที่หลากหลาย เข้าใจว่ามนุษย์เป็นยังไง 

นอกจากชวนลูกทำของเล่น มีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำด้วยกันอีกไหม 

เขาชอบให้ผมเล่านิทาน ตามปกติเราจะอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนทุกวันเป็นประจำอยู่แล้ว เป็น fixed time (กิจกรรมบังคับ) ของครอบครัวเรา บางครั้งผมก็แต่งเรื่องมาเล่าให้เขาฟังบ้าง ผมนอนพูดไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งผมพูดวนไปวนมาเรื่องเดิม จนเขาก็จะเดาทางผมออก (หัวเราะ)

ส่วนเรื่องดนตรี เขาก็ดูชอบเล่น ผมซื้อแพดกลองเล็กๆ ให้เขาตี โอ้โห…ฟาดใหญ่เลย ตามประสาเด็กซึ่งเขาก็ชอบจังหวะอยู่แล้ว หยิบกีตาร์มาเล่นบ้าง ตอนที่ผมแต่งเพลงบ่อย เขาก็อยู่ด้วยตลอด บางครั้งเขาก็ช่วยให้คำ ช่วยคิด ช่วยแต่ง เขาชอบร้องเพลงในห้องน้ำ ร้องเพลงที่มันไม่มีอยู่บนโลก บางครั้งก็เอาเพลงผมมายำมั่วซั่วไปหมด (ยิ้ม)

นิทานเรื่องโปรดของชัดเจนคืออะไร

จริงๆ มีหลายเล่มมาก ผมหยิบมาไม่ไหว แต่สองเล่มนี้คือมันมีเรื่อง ‘ตด’ ของ คิมดักชู ผมกับแฟนตกลงกันว่า ถ้าตดต้องออกไปนอกห้อง แล้วมันเหม็น แฟนก็บอกว่าถ้าจะตดก็ตดเลย อย่าไปอั้นไว้ แล้วเขาก็ไปหาข้อมูลมาเลยว่าอั้นตดไม่ดี ผมก็งง เลยไปหา reference เรื่องนี้มา คือช้างมันตด ช้างก็อย่าตดเสียงดัง พยายามตดในน้ำ น้ำก็บุ๋งขึ้นมา พยายามบอก มันไม่ผิด ตดเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องอั้น แต่ถ้าตดแล้วมีเนื้อออกมาให้รีบมาบอก เล่มนี้มันตลกดี ลมออกจากก้นเรียกว่าตด ลมออกจากปากเรียกว่าเรอ แล้วก็อธิบายว่ามันมาจากอะไร อั้นตดไม่ดี สิงโตกินเนื้อตดเหม็น ควรกินผัก อะไรอย่างนี้ กินถั่วตดทุกวันจะเหม็นน้อยหน่อย 

อีกเล่มคือเรื่อง ‘ต่อทางรถไฟ’ ของ ฟุมิโกะ คุจิดะ เล่าถึงการต่อรถไฟหลายแบบ เล่าประกอบกับของเล่นที่บ้าน ของเล่นตัวต่อพวกนี้เขาจะชอบ การต่อทำให้เขาได้ improvise ฝึกการหลบทาง ถ้ามีภูเขา ทำยังไงดี เจอแม่น้ำทำยังไง สะพานข้ามถนนทำยังไง เขาก็ได้คิดตามไปด้วย ได้ใช้จินตนาการ 

ย้อนกลับไปในช่วงแรกคุณแม็กซ์บอกว่าได้อยู่กับลูกนานขึ้น นานจนเบื่อหน้ากันเลย แต่ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบ้างในตัวลูก 

ผมได้รู้จักเขาได้ฐานะมนุษย์คนหนึ่งเยอะมากขึ้น รู้ว่าเขาต้องการอะไร ตื่นเช้ามาอยากทำอะไร ตัวตนเขาเป็นยังไง ความสัมพันธ์เรากับเขาเป็นยังไง ซึ่งคนละฟีลกับแม่เขามาก แม่เป็นเหมือนของตาย แต่ผมค่อนข้างมีผลต่อตัวเขาเยอะมาก คุณครูเคยบอกว่า น้องชัดเจนดูอารมณ์ไม่ดีเวลาที่คุณพ่อไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัด แล้วจะอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัดเวลาพ่อกลับบ้านมาอยู่ด้วยกันทุกวันกับเขาอย่างเต็มที่

เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวลูกที่เราไม่เคยเห็นตอนที่เราทำงานปกติ?

เยอะเลยครับ แม้แต่เวลาที่หยุดอยู่บ้านในระยะเวลาช่วงโควิด เขาก็เปลี่ยนไปเยอะมาก สังเกตได้จากสิ่งที่เขาอิน ก็เปลี่ยนเยอะมาก ตอนแรกเขาชอบอันนี้ แล้วก็ไปชอบอันนู้น เหมือนกำลังทดลองหาตัวเองไปเรื่อยๆ เช่น อยู่ๆ ลูกก็วาดรูปเก่งขึ้น แต่ก่อนมองไม่ออกว่าเขากำลังวาดอะไร มาดูอีกทีเขาวาดบ้านได้แล้ว วาดคน มีรถ มีคน มีหมา เขามี development เร็วมาก ทำให้ผมรู้สึกตัวว่า ‘เชี่ย ถ้าพลาดช่วงนี้ไปคงแย่ เพราะเขาพัฒนาเร็ว เร็วแบบตามไม่ทันแล้ว เด็กมันโตเร็วมาก’

หลังจากนี้คุณแม็กซ์จะปรับตารางชีวิตอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาแบบนี้อีกแล้ว

ผมไม่อยากพลาดช่วงเวลาแบบนี้ ผมชอบฟีลนี้ ตอนแรกไม่ค่อยชอบช่วงเวลากักตัวนะ เพราะว่ามัน depressing ช่วงแรกสุขภาพไม่ดีเลย ต้องปรับตัวหนัก ในช่วงแรกเหมือนผมอยู่กับตัวเองมากเกินไป พอเราเจอแพทเทิร์นชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม มันฟุ้งซ่าน เพิ่งมาปรับตัวได้ก็เดือนนี้

เรารู้สึกว่าชีวิตตอนนี้โอเคแล้ว อยากคงตรงนี้ไว้ manage การรับงาน แล้วก็พยายามอาจจะทำอย่างอื่นบ้าง กับลูก กับครอบครัว ไม่ได้โฟกัสหนักมากเท่าแต่ก่อน มันน่าจะมีทางอื่นที่น่าจะทำงานได้ดีกว่านี้

ช่วงเวลากักตัวทำให้คุณแม็กซ์ได้ใกล้ชิดลูก เช่นนั้นครอบครัวอื่นๆ จะมีวิธีหาเวลาทองของตัวเองอย่างไร

ได้ทุกเวลา เช่น ช่วงกินข้าวเย็นพร้อมกัน ผมก็จะพยายามกลับมาให้ทัน สมมุติประชุมเสร็จ 6 โมงเย็นกลับถึงบ้านให้ทันกินข้าวด้วยกัน หลังกินข้าวเป็นช่วงเวลาดื่มเบียร์ ลูกช่วยผมหยิบกระป๋องเบียร์ให้ตลอด มันเป็นเวลาชิลของครอบครัว กินเสร็จรีบอาบน้ำ แล้วดูโทรทัศน์ด้วยกัน อ่านนิทานก่อนนอน 

ผมอยากเป็นพ่อที่เป็นเพื่อนกับลูก

พ่อแม่สมัยนี้อาจจะบอกว่าไม่คาดหวังลูกหรอก…

ไม่จริง

แล้วคุณคาดหวังอะไรในตัวลูก?

ผมคาดหวังอย่างเดียวคือการเป็นเพื่อนกับลูก ผมอยากเป็นเพื่อนกับเขา ผมคิดว่าพ่อแม่ควรเป็นเพื่อนที่ลูกพึ่งได้ ไม่งั้นเขาจะรู้สึกเหงามาก กลายเป็นมะเร็งเล็กๆ จนสุดท้ายพัง เพราะลูกรู้สึกไม่มีใคร ไม่มีบ้าน แค่อยากเป็นพ่อที่เป็นเพื่อน ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ไม่ต้องเคารพกันขนาดนั้น เขาอาจจะคิดถูกกว่าผมก็ได้

สิ่งไหนที่เคยเจอและไม่อยากให้ลูกเจอบ้าง

ผมไม่อยากให้ลูกเปรียบเทียบกับใคร ไม่อยากให้กดดัน อยากให้เขาแข่งกับตัวเอง แข่งแบบ healthy ด้วยนะ เพราะผมถูกสอนให้แข่งกับคนอื่นตลอด ฉะนั้นผมรู้สึกต้องสู้ตลอดเวลา ผมพิสูจน์แล้วว่าสุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องที่ดี ถึงมันจะ cliche หน่อย แต่ถ้าลูกชัดเจนกับตัวเองก็ไม่ต้องสนคนอื่น

ลูกสอนอะไรเราบ้าง หรือเราเรียนรู้อะไรจากเขาบ้าง

เยอะมาก เขาเป็นกระจกสะท้อนที่ดีมากเลย ผมคิดว่าโจทย์ของเด็กในเจเนอเรชั่นนี้คือก้าวข้ามเจเนอเรชั่นเก่าให้ได้ 

โจทย์ของผมที่จะส่งต่อให้เด็กรุ่นใหม่ทุกรุ่นคือต้องเรียนรู้ว่ารุ่นที่แล้วผิดพลาดอะไร แต่ถ้าเคลียร์ไม่ได้ ไม่กล้าตั้งคำถามกับรุ่นก่อน เขาก็จะไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เป็นตัวเอง ผมมองว่านี่คือโจทย์ของทุกรุ่นต่อไป

ถ้าผมกล้าตั้งคำถามกับพ่อแม่ของผม แปลว่าผมก้าวข้าม อย่างน้อยก็มีความสงสัยกับมันว่าจริงไม่จริง มันจะทำให้เปิดกว้าง ประนีประนอมมากขึ้น การเรียนรู้ก็คือ freedom to truth ฉะนั้น ถ้าผม crack ตรงนี้ กูจะมีความสุขด้วยตัวเอง เพราะกู doubt แล้วว่าที่พ่อแม่สอนว่าให้ผมต้องแข่งขัน ไม่ใช่การแข่งขันกับแค่ตัวเอง มันเป็นอย่างไร

ฉะนั้นเจเนอเรชั่นนี้ก็จะไปต่อ ถ้าเคลียร์ได้ประเทศก็ไปเร็ว อินเทอร์เน็ตมันทำให้ถึงกันหมด ตอนนี้ทุกคนอยู่ใน verse ของการต่อสู้ระหว่างเจเนอเรชั่น ทุกอย่างมันสู้กับระบบเก่าหมดเลย วันนี้ใครที่เป็นพ่อแม่ หน้าที่คือต้องเคลียร์ตรงนี้

ชัดเจนเคยตั้งคำถามย้อนกลับสิ่งที่คุณพ่อแม็กซ์สอนไหม

ที่จำได้มากที่สุด ลูกถามว่า ‘ถ้าชัดเจนเสียใจ ทำไมร้องไห้ไม่ได้ ก็พ่อบอกเองไม่ใช่เหรอ’ เราบอกว่าเสียใจก็ร้องไห้ได้ แต่เหตุผลที่เสียใจคืออะไร เราจัดการไปหรือยัง อยากเป็นฮีโร่ก็ต้องมีเหตุผล ให้เขาพยายามหาสาเหตุมาคานงัดกับเรา พยายามคุยกันให้เป็นเหตุผล

ร้องไห้ต้องมีเหตุผลด้วยหรือ

ภรรยาผมสอนว่าร้องไห้ได้ แต่ที่บ้านผมสอนว่าจะร้องไห้ ทุกคนต้องมีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งมันไม่ดีหรอก

ผมก็เลยบอกว่า ผู้ชายก็ร้องไห้ได้ ใครก็ร้องไห้ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้เขาใช้การร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล ใจเย็นๆ นะ เสียใจก็ร้องไห้ได้ ฮีโร่เวลาจะสู้กับใครเขาก็ไม่ได้สู้ไปมั่วๆ นะ 

เขาเข้าใจคำว่า เหตุผล แค่ไหน

เขาก็มีเหตุผลนะ มีเหตุผลของเขา แต่ในบางครั้งก็ฟังไม่ขึ้น มันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยบอกเขา

ไม่ใช่แค่เฉพาะลูก อยากบอกอยากฝากอะไรกับเด็กรุ่นที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ข้างหน้า

อยากบอกว่าใช้ชีวิตตอนนี้ให้เต็มที่ไปเลย 

ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ขัดขวางกับสิ่งที่เขาเชื่อก็ลองประนีประนอมดู แต่อยากให้ฟังใจตัวเองที่สุด เพราะไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา เราคืออนาคตไม่ใช่คนรุ่นเขาเว้ย พวกนายเล่นให้เต็มที่ playground is yours อยากให้สนุกจริงๆ



Writer

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

พยายามฝึกปรือและคลุกอยู่กับผู้คนในวงการการศึกษา เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นใบเบิกทางให้ขยายขอบขีดความสามารถตัวเอง ฝันสูงสุดคืออยากเห็นตัวเองทำงานสื่อสารที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อไป

tippimolk

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

คุณแม่ลูกหนึ่งซึ่งคลุกวงในงานข่าวมาหลายสิบปี เพิ่งมาค้นพบตัวเองไม่กี่ปีมานี้ว่าอินกับงานด้านเด็ก ครอบครัว และการศึกษามากเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้มาร่วมสร้างแผนที่การเรียนรู้อย่าง mappa

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง

อนุชิต นิ่มตลุง

ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว จนถึงสารคดี ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision เพิ่งตัดสายสะดือเป็นคุณพ่อหมาดๆ เมื่อเมษาที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563)

Related Posts