My Liberation Notes : “ช่วยเชิดชูคนโง่แบบฉัน” คำสามัญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในความสัมพันธ์ แต่เราต่างก็ต้องการ

  • คำว่า 추앙 (ชู-อัง) มีความหมายตรงตัวว่ายกขึ้นสูงแล้วมอง (ด้วยควาเคารพ ชื่นชม ยกย่อง) แปลเป็นไทยได้ว่าเชิดชู ก็ไม่ผิด
  • ที่ผ่านมา คำว่าเชิดชูแทบไม่เคยปรากฏในความสัมพันธ์ เรามักใช้กับคนที่สูงกว่า เวลามาอยู่ในความสัมพันธ์ระดับสองคนธรรมดาเท่ากันมันเลยเกิดคำถามว่าทำไมคำว่าเชิดชูจึงไม่ใช่คำธรรมดา
  • เป็นไปได้ไหมว่าการมาและใช้คำว่าเชิดชู มันคือการแหวกและแหกกฎทุกอย่างของความสัมพันธ์ ชวนรื้อทุกทฤษฎีและลงมือรักอย่างยกหัวใจ

ไม่ได้เริ่มต้นจากรักหรืออย่างน้อยก็ชอบ การตกลงคบกันด้วยคำว่า ‘เชิดชู’ ของมิสเตอร์กู ชายหนุ่มนิรนามกับ ‘ยอมมีจอง’ หญิงสาวที่มีหน้าที่เพียงใช้ชีวิตไปวันๆ จึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา 

ความสัมพันธ์เกิดขึ้นในจังหวัดคยองกี ชานเมืองที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นไข่ขาว ส่วนโซลที่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงของเวลานั่งรถไฟคือไข่แดง 

การอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ การใช้เวลาไปกลับสามชั่วโมงทุกวัน การเรียกรถไฟใต้ดินว่ารถไฟฟ้า การไม่มีรถส่วนตัวขับ กระทั่งการไม่มีสายฉีดชำระในห้องน้ำของบ้าน พี่ชายและพี่สาวของยอมมีจอง นับมันเป็นความบกพร่องของชีวิต

แต่กับน้องสาวคนเล็ก ความพร่องของชีวิตคือ การรู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกกักขังตลอดเวลา ไม่ได้ทุกข์แต่ก็ไม่เคยมีความสุข 

“ฉันอยากเลิกเรียนรู้ ไม่อยากเข้าชมรม ไม่มีอะไรสนุกแม้กระทั่งการไปเที่ยว”​ ภาพถ่ายวัยเด็กของเด็กหญิงยอมมีจองจึงไม่มีรูปที่มองกล้องเลย 

สำหรับเด็กคนหนึ่ง การไม่มีใครรอเพราะท่องสูตรคูณไม่ได้ แต่ก็ต้องข้ามไปเรียนเศษส่วนพร้อมเพื่อนๆ แล้ว นั่นยิ่งตอกย้ำว่าพื้นดินที่เธอยืนอยู่ ต่อให้สูงแค่ไหนก็ต่ำกว่าคนอื่นอยู่ดี 

จนเมื่อ ‘มิสเตอร์กู’ ที่จู่ๆ ก็เข้ามาทั้งในฐานะเพื่อนบ้าน ลูกจ้างพ่อ หลายครั้งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารอีกต่างหาก 

อาจเป็นเพราะไม่รู้อะไรเลยสักอย่างยกเว้นชื่อแรก ทำให้หญิงสาวเลือกเปิดบทสนทนาสำคัญของชีวิตด้วยการขอให้คนเมาหัวเราน้ำอย่างเขา ‘เชิดชู’ เพื่อจะมีชีวิตรอดผ่านฤดูหนาวไปได้ 

“แค่รักไม่เพียงพอ เชิดชูฉัน ฉันอยากถูกเติมเต็มสักครั้ง”

.

คำว่า 추앙 (ชู-อัง) ในภาษาเกาหลี พิชญา พึ่งอุทัยสิริ นักแปลฟรีแลนซ์ บอกว่าจะแปลเป็นไทยว่าเชิดชูก็ไม่ผิด 

แต่ตัวคำจริงๆ มีความหมายว่า ยกขึ้นสูงแล้วมองด้วยความเคารพ ชื่นชม และยกย่อง 

หากในความสัมพันธ์ ชูอังหรือเชิดชูที่มีจองต้องการจากมิสเตอร์กูนั้นมีหลายอย่าง 

“ช่วยตอนที่ฉันขอให้ช่วย” 

“ไม่ว่าฉันจะดูงี่เง่าซื่อบื้อแค่ไหนก็ปล่อยฉันไป” 

“เติมเต็มความมั่นใจให้ฉันจนฉันรักตัวเอง” 

“ให้ฉันสามารถพูดทุกสิ่งที่อยากพูด” 

ช่วยทำให้ฉันเป็นคนแบบนั้นที นี่คือการเชิดชูในความหมายของมีจอง 

การเชิดชูอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่พาเธอไปสู่อิสรภาพที่ไม่ได้หมายความแค่ชื่อชมรมของคนไม่อยากเรียนรู้หรือเพิ่มกิจกรรมใดๆ ในชีวิตแล้ว แต่มันคือการโบยบินจากข้างใน 

“ฉันจะฝ่ามันออกไปจากที่นี่” แววตาที่เคยราบเรียบกลับมีคลื่น เมื่อมีจองนึกถึงคนที่จะฝ่าหรือพาบินไปด้วยกัน

ฝั่งมิสเตอร์กูที่ถูกขอให้เชิดชูก็ไม่ได้รู้ความหมายอย่างแม่นยำนัก รู้แต่ว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง ฤดูหนาวของเมืองไข่ขาวก็คงเล่นคนเมาให้ถึงตาย 

“เขาชื่ออะไร มีเบอร์โทรไหม เดี๋ยวจัดการให้” 

ในบรรดาคำพูดที่นับได้ไม่เกินนิ้วมือผสมนิ้วเท้า มิสเตอร์กูอาสาทวงเงินให้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยอมมีจองต้องการ

“ไม่ใช่ทุกคนจะไม่เผาผีกับคนอื่นได้นะ อย่าบอกให้ฉันสู้จนถึงที่สุด แต่คุณช่วยเชิดชูคนโง่แบบฉันได้ไหม” บางสนาม มีจองก็ไม่ได้ต้องการคนดุนหลังมากเท่ากับ ‘บ้าน’ ในใจ

สำหรับมีจอง ความสัมพันธ์แปลกๆ ที่เรียกว่าเชิดชู ทำให้หัวใจสงบลง 

ผ่านรามยอนหม้อร้อนๆ ทำให้ใจที่ร้อนกว่า เย็นลง 

สายตาจากระยะไกลที่คอยสังเกตว่า ตัวเองกำลังมือสั่นอยู่นะ 

คำสารภาพว่า รู้สึกหงุดหงิดหรือบื้อแค่ไหน แต่ก็ยังเอาแต่รอ

“ช่วยรู้จักตัวเองหน่อยเถอะ ยอมมีจอง” การเรียกชื่อครั้งแรกอาจไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า เธอมีตัวตนบนโลก และเธอคือคนสำคัญของผู้ชายตรงหน้า 

ส่วนมิสเตอร์กู ไม่ได้เชิดชูอยู่ฝ่ายเดียว จริงๆ แล้วเขาต่างหากที่ถูกเชิดชูก่อน

ไม่ถามว่าเจอเรื่องอะไรมา ไม่ถามว่าเจ็บปวดกับบาดแผลอะไรอยู่ ไม่ห้ามดื่มเหล้า ไม่ตามตื๊อ ถ้าฉันรู้สึกเติมเต็มเมื่อไรก็จบ

เงื่อนไขแทบจะไร้เงื่อนไขของยอมมีจองทำให้ความสัมพันธ์แบบคนอื่นไม่เข้าใจ เดินหน้าต่อไปเงียบๆ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการถูกกดข่มในที่ทำงาน และการเป็น‘น้องสาวคนเล็ก’ ของบ้านที่แทบจะไร้ตัวตน

หากการมีตัวตน อย่างน้อยก็สำหรับคนหนึ่งคนบนโลกก็สร้างความกล้าที่จะ ‘ให้’ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน 

“ถ้าเขาประสบความสำเร็จจนบินจากไป ก็จะปล่อยเขาไป ถ้าเขาตกต่ำถึงที่สุด ฉันก็จะไม่ขายหน้า ถึงคนทั้งโลกจะชี้นิ้วด่า ฉันก็จะปฏิบัติกับเขาเหมือนที่ผ่านมา จะสนับสนุนเขาเท่านั้น พ่อแม่ยังไม่สนับสนุนเราแบบนั้นเลย” ยอมมีจองตั้งใจในสนามความสัมพันธ์ 

แม้ความสัมพันธ์จะสะดุดหรือหยุดไปบ้าง แต่การที่คนหนึ่งตัดสินใจก้าวข้ามเพราะเชื่อมั่นในคำว่าเชิดชู และไว้ใจในคนตรงหน้า 

การสารภาพว่าเคยทำผิดอะไรและไม่ยอมให้อภัยตัวเอง จึงค่อยๆ คลี่คลาย แค่เพราะหญิงสาวบอกว่า “ฉันยังโอเคกับคุณ เพราะฉะนั้นเราไปกันต่อนะ” 

คำว่าเชิดชูแทบไม่เคยปรากฏในความสัมพันธ์ เรามักใช้กับคนที่สูงกว่า เวลามาอยู่ในความสัมพันธ์ระดับสองคนธรรมดาเท่ากันมันเลยเกิดคำถามว่าทำไมคำว่าเชิดชูจึงไม่ใช่คำธรรมดาในความสัมพันธ์ 

อาจเพราะเราไม่เคยใช้คำคำนี้มาก่อน มันเลยไม่มีคำไทยที่แปลได้ตรงตัว เชิดชูน่าจะเป็นคำที่เข้าปากมากที่สุด เหมือนอย่างที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า worship 

เราจึงแทบไม่เคยเชิดชูในความหมายของความสัมพันธ์ ตั้งแต่เด็กจนโตมาเรามีแต่คำว่า 

น่าเกลียดน่าชัง (ซึ่งแปลว่าน่ารัก)

อย่าชมมากเดี๋ยวเหลิง

ให้การกระทำแทนคำพูด ฯลฯ

“การกัดฟันทนความเจ็บปวดมันดูเท่กว่าใช้ชีวิตกระหนุงกระหนิง มีความสุขกับผู้หญิงมากนักเหรอ” หรือ “ทำไมถึงยอมให้หมาจรจัดกัดแขน แทนที่จะใช้มันโอบกอดผู้หญิง” 

มันอาจเป็นมายาคติหนึ่งซึ่งเข้ามากดทับความสัมพันธ์ให้ห้ามยกยอปอปั้นหรือมีความสุขมากเกินไป ดังนั้นการมาและใช้คำว่าเชิดชู มันคือการแหวกและแหกกฎทุกอย่างของความสัมพันธ์ ชวนรื้อทุกทฤษฎีและลงมือรักอย่างยกหัวใจซึ่งกันและกัน

“แค่รักมันไม่พอ” ยอมมีจองก็พูดไว้อย่างนั้น 

บางทีการพร่องข้างในของใครคนหนึ่ง การพร่ำบอกให้หันกลับมารักตัวเองอาจยังไม่พอ หากใครอีกคนหนึ่งมาพร้อมกับความรู้สึกแบบน้ำล้นแก้ว และพร้อมจะล้นไปให้อีกแก้วที่น้อยกว่าปกติ จนกลับมารักและตระหนักในศักดิ์ศรีของตัวเอง

นั่นกระมัง การเชิดชูที่เราต่างก็ต้องการ 


Writer

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

คุณแม่ลูกหนึ่งซึ่งคลุกวงในงานข่าวมาหลายสิบปี เพิ่งมาค้นพบตัวเองไม่กี่ปีมานี้ว่าอินกับงานด้านเด็ก ครอบครัว และการศึกษามากเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้มาร่วมสร้างแผนที่การเรียนรู้อย่าง mappa

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts