Navillera: ผิดหวังแต่ไม่หลังชนฝา สุดท้ายชายชราวัย 76 จึงได้เป็น Black Swan

  • ความผิดหวังนำไปสู่การกลับมาอยู่กับตัวเอง ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา แล้วปัญหาตรงหน้าจะค่อยๆ ผลักเราไปต่อ คือ สิ่งที่ได้หลังดูซีรีส์เรื่อง Navillera จบ
  • อย่างน้อยก็ชายชราวัย 76 ปีที่ไม่เคยล้มฝันว่าอยากเป็นนักบัลเลต์
  • เช่นเดียวกับคนหลากวัยอื่นๆ ในเรื่อง ที่ไม่ยอมให้ความผิดหวังดันให้หลังชนฝา แต่กล้าที่จะบอกว่าแย่ก็คือแย่ แล้ว Move on

(**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์)

ความเจ็บปวดเเละความผิดหวังคือบทเรียนที่จะทำให้มนุษย์เติบโตเเละเรียนรู้เเง่มุมใหม่ๆ ของตัวเอง

เพราะเมื่อเราเจอกับสถานการณ์วิกฤติในชีวิตหรือเกิดความคิดว่า ทำไมไม่มีใครเข้าใจ อย่างน้อยเราก็จะกลับมาอยู่กับตัวเอง ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา แล้วปัญหาตรงหน้าจะค่อยๆ ผลักให้เราไปต่อ

เช่นเดียวกับตัวละครหลายวัยในซีรีส์เกาหลีเรื่อง Navillera (2021) ที่เจอทั้งเรื่องสุขเเละทุกข์ สมหวังเเละผิดหวัง เเต่เส้นเรื่องที่สำคัญกว่าคือการรับมือกับความผิดหวังของเเต่ละช่วงวัยที่เเตกต่างกันไป ทั้งวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ เเละวัยสูงอายุ

Navillera เล่าเรื่องราวของ ‘ชิมด็อกชุล’ (เเสดงโดย พักอินฮวาน) คุณตาวัย 76 ปี เเละ ‘อีเเชรก’ (เเสดงโดย ซงคัง) เด็กหนุ่มวัย 24 ปี ที่มีความฝันเดียวกันคือ การเป็นนักบัลเลต์ ซึ่งเป็นซีรีส์ขนาดสั้นเพียง 12 ตอนใน Netflix ที่พาเรากลับมาทบทวนความรู้สึกของตัวเองเเละคนในครอบครัวมากขึ้น เเละอาจค้นพบว่า เราไม่จำเป็นต้องเเบกความผิดหวังไว้เพียงคนเดียว เเละไม่ใช่เราคนเดียวที่กำลังผิดหวัง

ซื่อสัตย์ต่อความผิดหวัง 

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างเจอกับเรื่องสุข เศร้า ผิดหวัง หรือท้อเเท้ปะปนกันไปใน 1 วัน เเละมีวิธีการรับมือกับเรื่องเหล่านั้นเเตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของเเต่ละคน

ซึ่งกลุ่มตัวละครวัยรุ่นใน Navillera กำลังเรียนรู้ในการรับมือความรู้สึกเเละปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งอีเเชรกที่มีอดีตฝังใจหลังพ่อถูกจับจากการทำร้ายร่างกาย ทำให้ความฝันในการเป็นนักฟุตบอลจบลง เเละเริ่มต้นความฝันใหม่ด้วยการเป็นนักบัลเลต์ที่มีชื่อเสียง ทั้งๆ ที่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยังโฮบอมที่พลาดการเป็นนักฟุตบอลเพราะอาการบาดเจ็บจนไม่กล้าลองทำตามความฝันนั้นอีกครั้ง เเละ ชิมอึนโฮ นักศึกษาจบใหม่ที่ใช้ชีวิตตามคำเเนะนำของพ่อแต่กลับตกงาน เเละไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

หรือเเม้เเต่วัยคนทำงานเเละผู้สูงอายุในซีรีส์เรื่องนี้ที่ผ่านการรับมือปัญหาในหลายรูปเเบบ ก็ต้องเจอกับความผิดหวังเเละเสียใจ ทั้งคุณตาชิมชอนด็อกที่ละทิ้งความฝันการเป็นนักบัลเลต์ในวัยเด็กเเละมาสานฝันในวัย 76 ปี เเม้จะค้านสายตาครอบครัว เเต่เขาพิสูจน์ตัวเองจนครอบครัวยอมรับ รวมถึงคีซองจู อดีตนักบัลเลต์ที่บาดเจ็บจนไม่สามารถเต้นบัลเลต์ได้ต่อไปจึงเลือกมาเป็นครูสอนบัลเลต์เเทน หรือพ่อของอีเเชรกที่ถูกจับเพราะทำร้ายร่างกายนักเรียนเเละพยายามจะฟื้นความสัมพันธ์ของเขากับลูกชาย

จะเห็นว่าตัวละครทั้งสองวัยต่างเลือกเส้นทางเพื่อสานความฝันเเละความมั่นคงให้กับตัวเองเเละครอบครัว เเต่สำหรับชีวิตจริงเเต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตเเละประสบการณ์ชีวิตเเตกต่างกัน ทว่าหากมองลึกลงไปเพื่อทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเองจะค้นพบว่า เหตุการณ์วันนั้นทำให้เราเติบโตเเละค้นพบเเง่มุมใหม่ๆ ในตัวเอง หรือเจอทางออกของปัญหาที่เรานึกไม่ถึง

เว็บไซต์ betterhelp เเพลตฟอร์มให้คำปรึกษาออนไลน์ ให้ข้อมูลว่าความผิดหวังไม่ได้มีรูปเเบบตายตัว อาจมาจากความรู้สึกของตัวเราหรืออาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่สามารถจัดการปัญหาหรือปล่อยวางเรื่องราวเหล่านั้นได้ โดยเราต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง เเละใช้สติในการปล่อยวางเเละเเก้ปัญหา 

betterhelp ยังอธิบายต่อว่า เมื่อเราพบกับความผิดหวัง ประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเราเอาชนะปัญหาเเละความผิดหวัง สิ่งนั้นจะช่วยให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์เดียวกันในภายหลังได้ เช่นเดียวกัน การเปิดให้ใครสักคนเข้ามาแบ่งเบา หรืออย่างน้อยก็แค่รับฟัง ความสบายใจที่เกิดขึ้นอาจช่วยให้ปัญหาที่แบกอยู่นั้นทุเลาลง 

อย่าคิดว่าคนอื่นคือ ‘คนอื่น’

จุดเด่นของซีรีส์เรื่อง Navillera คือการสะท้อนความเป็นมนุษย์ของตัวละครที่มีทั้งโกรธ เศร้า ดีใจ เเละเสียใจ ขณะเดียวกันเส้นเรื่องที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวเเละการทำตามความฝันของคนสองวัยจะทำให้เราเข้าใจความคิดของคนต่างวัยมากขึ้น

“ต่อให้พ่ออายุมากเเค่ไหน พ่อก็ยังเป็นขุนเขาที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม” ชิมซองซานลูกชายคนโตพูดกับพ่อ หลังจากเขาเจอพ่อที่หายตัวไปเพราะอาการของโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเเสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เเค่พ่อเเม่จะมองลูกเป็นเด็กในสายตาเท่านั้น เเต่ลูกก็ยังมองพ่อเเม่ว่าเป็นครูเเละที่พึ่งพิงให้กับพวกเขาเช่นกัน

รวมถึงการดูเเลเอาใจใส่เเละการให้กำลังใจของชเวเเฮนัม (ภรรยาของชิมด็อกชุล) ลูกหลานในครอบครัวชิมด็อกชุล และอีเเชรกทำให้เขามีเเรงที่จะฝึกเต้นบัลเลต์เเละก้าวข้ามกำแพงของตัวเองจนสำเร็จและพร้อมต่อสู้กับความทรงจำที่เริ่มเลือนหายไป

ซึ่งในโลกความเป็นจริง เมื่อเราเจอกับความผิดหวังหรือเสียใจ การพูดคุยกับคนที่เราเชื่อใจเเละไว้ใจจะช่วยให้เรามองเห็นความคิดเเละคำเเนะนำที่เเตกต่างผ่านสายตาคนอื่นที่อาจช่วยชี้ทางออกของปัญหาได้

หรือแค่นั่งข้างๆ โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรก็ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้เช่นกัน

สภาพเเวดล้อมเเละกำลังใจจากคนรัก เพื่อน หรือครอบครัวจึงเป็นเเรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้เราสร้างกำลังใจให้กับตัวเองเเละกล้าเผชิญกับความผิดหวังก่อนจะเริ่มต้น move on ต่อไป

ช่วงเวลาที่เพียบพร้อมอย่างไร้ที่ติ ไม่เคยมาถึงหรอก 

เเต่ละวันเราเรียนรู้เเละได้รับประสบการณ์ใหม่เสมอ ลองถูกลองผิดด้วยตัวเอง ถ้าลองถูกถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ ในวันนั้น เเต่ถ้าลองผิด ไม่ได้หมายความหมายว่าเราล้มเหลวหรือผิดหวัง เเต่เป็นโอกาสที่เราจะได้ลองทำสิ่งนั้นใหม่อีกครั้ง   

เช่นเดียวกับเรื่องราวของ 2 ตัวละครหลักในซีรีส์ Navillera คนเเรกคือ ชิมด็อกชุลที่ลองสานฝันการเป็นนักบัลเลต์ในวัย 76 ปี หลังจากพลาดความฝันนี้ในวัยเด็ก ถึงประสบการณ์ตลอดชีวิตจะบอกว่า เขาอายุมากเกินกว่าจะเฉิดฉายเป็น Black Swan (หนึ่งในตัวละครการเเสดงบัลเลต์เรื่อง Swan Lake) บนเวที เเต่เขาก็ลองทำเพราะเชื่อมั่นในตัวเองว่า เขาทำได้ ถึงจะไม่ได้ทำตลอดไป เเต่ขอเเค่ลองสักครั้งเท่านั้นเอง

“ช่วงเวลาที่เพียบพร้อมอย่างไร้ที่ติ ไม่เคยมาถึงหรอก เเค่เริ่มตั้งเเต่ตอนนี้เเล้วค่อยเติมเต็มเอา” คำพูดของชิมด็อกชุลก่อนที่เขาจะขึ้นเเสดงเป็น Black Swan เพราะเขาพยายามเเละประสบความสำเร็จในที่สุด 

ส่วนอีเเชรก เด็กหนุ่มวัย 24 ปี ที่ฝันอยากจะขึ้นเวทีเเสดงบัลเลต์สักครั้งฝ่าฟันอุปสรรคทั้งร่างกายเเละจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บที่ขาหรือความรู้สึกท้อเเท้ เเต่เขาก็ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นด้วยการมองเป้าหมายในชีวิตของตัวเองจนกลายเป็นนักบัลเลต์ชื่อดังได้ในที่สุด

Navillera จึงไม่ได้พูดถึงเเค่การทำตามความฝันของคนต่างวัย เเต่กำลังบอกว่า คุณมีสิทธิที่จะสมหวัง ผิดหวัง ลองผิด หรือลองถูก ล้วนเป็นบทเรียนที่จะทำให้เราเติบโตเเละเป็นการสร้างตัวตนของเราในอีกเเง่มุมขึ้นมา อย่ากลัวที่จะลงมือทำ 

เพราะสุดท้ายเเล้ว ‘ทุกคนก็จะโบยบินได้ในเเบบตัวเอง’

ที่มา


Writer

mappa

mappa learning

Related Posts