“เราไม่ขอให้ศาลตัดสินว่าทำแท้งเป็นเรื่องดี เรามาเพื่อสนับสนุนสิทธิผู้หญิงในการตัดสินใจยุติหรือตั้งครรภ์” Reversing Roe สารคดีเล่าการเกิด ‘กฎหมายทำแท้ง’ ในอเมริกา

  • หลังศาลฎีกาของอเมริกาพลิกคำตัดสินคดี Roe v Wade ซึ่งเป็นรากฐานของการเกิดกฎหมายทำแท้งในอเมริกา ทำให้การทำแท้งอาจกลับไปผิดกฎหมายในบางรัฐ
  • คำตัดสินนี้ไม่ได้ส่งผลแค่เฉพาะอเมริกา มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจส่งผลประเทศอื่นๆ ที่ต้องการแบนการทำแท้ง
  • ทำความเข้าใจประเด็นดังกล่าวผ่านสารคดี Reversing Roe เล่าเรื่องการปฎิรูปกฎหมายทำแท้งของอเมริกา


เหตุผลที่เราจะเลือกดูหนังหรือซีรีส์สักเรื่องมีหลากหลายมากกว่าแค่ความบันเทิง เช่นที่เราอุทิศเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ให้กับสารคดี Reversing Roe เพื่อทำความเข้าใจกฎหมาย ‘ทำแท้ง’ ของอเมริกา ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ศาลฎีกา (Supreme Court) ของอเมริกาพลิกคำตัดสินคดี ‘Roe v Wade’ ซึ่งเป็นรากฐานของการเกิดกฎหมายทำแท้งในอเมริกา คำตัดสินของคดีนี้ประกาศว่า กฎหมายห้ามทำแท้งขัดต่อรัฐธรรมนูญประเทศ เพราะละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล ทำให้สิทธิที่จะเลือกทำแท้งของประชาชนได้รับคุ้มครองจากกฎหมาย เป็นผลให้แต่ละรัฐในอเมริกายกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้ง

แต่การตัดสินล่าสุดของศาลกีฏากลับคำตัดสินคดี Roe v Wade ทำให้จากที่ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ เลือกทำแท้งด้วยตัวเอง อำนาจในการตัดสินใจกลับไปอยู่ที่รัฐแทน ส่งผลให้บางรัฐในอเมริกาเริ่มพิจารณายกเลิกกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งของตัวเอง รวมถึงคลินิกที่บริการให้ทำแท้งก็ทยอยปิดบริการ มีประชาชนหลายส่วนแสดงความไม่พอใจและออกมาประท้วง

คำตัดสินนี้ไม่ได้ส่งผลแค่เฉพาะอเมริกา มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าอาจส่งผลประเทศอื่นๆ ที่ต้องการแบนการทำแท้ง Nancy Pelosi ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา แถลงหลังคำตัดสินออกมาว่า ในฐานะผู้หญิง แม่ และยาย เธอเศร้าใจที่เห็นว่าสิทธิของผู้หญิงวันนี้น้อยกว่าสิทธิ์ที่แม่และยายพวกเธอมีซะอีก

Official portrait of Speaker of the House Nancy Pelosi, photographed January 11, 2019 in the Office of the Speaker in the United States Capitol.

การทำแท้งไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ตั้งครรภ์เท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคนที่น่าตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เรามีสิทธิในร่างกายตัวเองมากน้อยเท่าไร

ระบบกฎหมายจารีต Vs ลายลักษณ์อักษร

ก่อนเข้าเรื่องสารคดี เราขอเล่าระบบกฎหมายเพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ระบบกฎหมายบนโลกนี้สามารถแบ่งได้ 2 ระบบใหญ่ คือ ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law System) และระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System) ความแตกต่างของสองระบบนี้ คือ ระบบกฎหมายจารีตประเพณีจะใชัคำพิพากษาที่ศาลเคยตัดสินเป็นหลักในการพิจารณคดี เป็นระบบที่อเมริกาใช้ ส่วนระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรจะใช้ตัวบทกฎหมายเป็นตัวตัดสินคดี เป็นระบบที่ไทยเราใช้กัน

นอกจากนี้ ระบบศาลที่อเมริกาจะแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น (Curcuit Court) ศาลอุทรณ์ (Appeal Court) และศาลฎีกา (Supreme Court) ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฎหมายและการปฏิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และการแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกานั้น ประธานาธิบดีมีสิทธิ์เป็นผู้เสนอชื่อ 

เส้นทางการต่อสู้เพื่อให้ได้กฎหมายทำแท้ง

การเคลื่อนไหวเพื่อปฎิรูปกฎหมายทำแท้งของอเมริกาดำเนินมายาวนาน ย้อนกลับไปช่วง 1960 ที่การทำแท้งยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จนกระทั่ง Sherri Chessen พิธีกรรายการเด็กในเมืองฟีนิกซ์ แอริโซนา ตัดสินใจทำแท้งเพราะเด็กในครรภ์มีความผิดปกติ

Chessen ประกาศการตัดสินใจของตัวเองลงหนังสือพิมพ์เพื่อให้คนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันได้รู้ว่าพวกเขามีทางเลือกอื่นๆ แต่กลายเป็นกระแสโจมตี โรงพยาบาลยกเลิกที่จะทำแท้งให้เธอ ทำให้ Chessen ต้องไปทำแท้งที่สวีเดนแทน ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้างเกี่ยวกับการทำแท้ง โดยเฉพาะประเด็นชีวิตเด็กในครรภ์ที่ควรได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับคนอื่นๆ หรือไม่

ปี 1968 รัฐแคลิฟอร์เนียอนุมัติกฎหมายทำแท้งเพื่อการรักษา (California Therapeutic Abortion Act) โดย Ronald Reagan ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นคนเซ็นอนุมัติกฎหมาย ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้รัฐอื่นๆ เริ่มปรับเปลี่ยนกฎหมายทำแท้งของตัวเอง กระทั่งปี 1970 รัฐนิวยอร์กออกกฎหมายทำแท้งที่ให้อิสระผู้ตั้งครรภ์ตัดสินใจมากขึ้น คือ สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรือให้เหตุผลใดๆ จากแต่ก่อนที่การทำแท้งจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำอนุญาตจากที่ประชุมแพทย์ว่าการตั้งครรภ์ส่งผลอันตรายต่อชีวิตผู้ตั้งครรภ์

แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งยังคงมีแค่บางรัฐ และยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ทำให้คนที่ต้องการทำแท้งในรัฐที่การทำแท้งยังผิดกฎหมาย ก็ต้องเดินทางไปรัฐอื่น จนมีคดีหนึ่งที่ถือเป็นตัวปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอเมริกา คือ คดี Roe v Wade ที่ทำให้การเลือกทำแท้งเป็นสิทธิส่วนบุคคล และการออกกฎหมายต่อต้านการทำแท้งถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญประเทศ

หลังจากคดี Roe v Wade กฎหมายทำแท้งจึงให้สิทธิในการทำแท้งได้อย่างเต็มที่ในช่วงไตรมาสแรก คือ 3 เดือนแรก และไตรมาสที่ 2 ช่วง 4 – 6 เดือน ส่วนไตรมาสที่ 3 ช่วง 7 – 9 เดือน ยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากทารกใกล้คลอด ไตรมาสนี้จะอนุญาตให้ทำแท้งได้ต่อเมื่อการตั้งครรภ์ส่งผลอันตรายกับชีวิตของผู้ตั้งครรภ์

Sarah Weddington ทนายความที่ดูแลคดีนี้ เล่าว่า ศาลถามว่าเธอคิดว่าชีวิตมนุษย์เริ่มขึ้นเมื่อไร คำตอบของ Weddington ที่มีให้ศาล คือ ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ แต่ไม่มีมาตรการทางกฎหมายบทไหนที่ระบุชัดเจนว่า ทารกในครรภ์ช่วงไหนที่ถือเป็นมนุษย์ ดังนั้น ใครควรตัดสินใจเรื่องนี้ คนตั้งครรภ์หรือรัฐบาล 

“เราไม่ได้มาเพื่อสนับสนุนการทำแท้ง เราไม่ขอให้ศาลตัดสินว่าการทำแท้งเป็นเรื่องดี หรือเป็นเรื่องที่น่ายินดีในกรณีใดก็ตาม เรามาเพื่อสนับสนุนสิทธิของผู้หญิงในการตัดสินใจว่า เธอควรจะตั้งครรภ์หรือยุติ”

เลือกชีวิตหรือความต้องการ Pro – Life Vs Pro – Choice 

“ถ้าต้องเลือกระหว่างชีวิตกับความตาย จงเลือกชีวิต”

เสียงประกาศจากบาทหลวงที่ฉายในสารคดี ทำให้เราได้เข้าไปยืนอยู่ในกลุ่ม ‘Pro-Life’ กลุ่มคนที่รวมตัวกัน เพราะเชื่อว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิด ทารกในครรภ์ถือเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ควรได้รับการคุ้มครอง มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ

ทำให้การดำเนินการของกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางกฎหมายและต่อต้านการทำแท้ง ไม่ว่าจะใช้คำสอนจากศาสนา หรือผลักดันรูปแบบกฎหมาย เช่น ที่รัฐเทกซัสมีกฎหมายมาตรา 171 ระบุว่าก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทำแท้งภายใน 24 ชั่วโมง แพทย์จะต้องให้ข้อมูลคนไข้ครบถ้วน โดยเฉพาะให้อัลตร้าซาวด์ดูทารกในครรภ์ พวกเขาเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนใจ

“ในครรภ์มีอะไร คนหรือเปล่า? ควรค่าแก่การให้ความสนใจและการปกป้องตามหลักศีลธรรมหรือไม่” John Seago ตัวแทนกลุ่ม Pro-Life ให้สัมภาษณ์ในสารคดี

Colleen McNicholas สูตินารีแพทย์ที่ให้บริการทำแท้ง ให้ความเห็นในฐานะแพทย์ เธอคิดว่าการทำแท้ง คือ บริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน แต่ ณ วันนี้มันกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่นักการเมืองใช้เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง “ไม่ควรมีกฎหมาย Pro – Chioce หรือ Pro-Life ควรจะมีกฎหมายนโยบายการดูแลสุขภาพที่สำคัญและอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์”

Tom Davis บาทหลวงที่ในอดีตเคยรับตำแหน่งอนุศาสนาจารย์ประจำวิทยาลัยสกิดมอร์ เป็นที่ปรึกษาปัญหาให้กับนักศึกษา เล่าว่า มีนักศึกษาที่มาขอความช่วยเหลือให้พาไปทำแท้งจำนวนมาก อนุศาสนาจารย์ที่อื่นๆ ก็เจอสถานการณ์นี้เช่นเดียวกัน บรรยากาศการทำแท้งในยุคนั้นทำให้หลายคนเสี่ยงได้รับอันตราย บางคนที่ไม่มีเงินมากพอก็ตัดสินใจทำแท้งด้วยตัวเอง เช่น ใช้ไม้แขวนเสื้อ หรือกระโดดจากบันได 

สำหรับ Davis ศาสนาสำหรับเขาคือการให้บริการคนที่ต้องการ และนั่นทำให้เขาเลือกที่จะช่วยคน “ผู้หญิงเป็นเหมือนพวกนอกกฎหมาย ต้องวิ่งไปทั่วพยายามทำกระบวนการที่ผิดกฎหมาย และดูเหมือนไม่มีใครพยายามที่จะห้ามพวกเธอเลย” 

สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเราเป็นของใคร?

ทารกในครรภ์ถือเป็นคนหรือไม่

หรือ การตัดสินใจในร่างกายของตัวเองควรเป็นอำนาจของใคร

เป็นสิ่งที่เราได้รับจากการดูสารคดีตลอด 1 ชั่วโมงครึ่ง ต่างคนก็ต่างความเชื่อ ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องการเป็นมนุษย์หรือเชื่อในสิทธิตัวเอง พวกเขาต่างได้ ‘เลือก’ แต่ทำไมคนที่ตั้งครรภ์กลับไม่ได้รับสิทธินี้บ้าง

Gloria Steinem

Gloria Steinem นักเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ให้ความเห็นว่า อิสรภาพในการสืบพันธุ์เป็นของมนุษย์ทุกคน เป็นสิทธิในการมีลูกและสิทธิในการเลือกที่จะไม่มีลูก 

“มันเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยที่คุณมีสิทธิควบคุมร่างกายตัวเองได้ และเป็นพื้นฐานของปกครองแบบแบ่งชนชั้นและเผด็จการที่คุณจะไม่มีสิทธินั้น”

ปลายทางสารคดีไม่ได้จบลงที่ชัยชนะของฝั่งนั้น แต่เป็นการรับตำแหน่งประธานาธิบดีของ Donald Trump ที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยม และหนึ่งในนโยบายที่เขาใช้หาเสียง คือ ยกเลิกกฎหมายการทำแท้ง นั้นทำให้สิทธิทำแท้งของประชาชนอเมริกากำลังสั่นคลอน

ข่าวการล้มคำตัดสินคดี ‘Roe v Wade’ อาจเป็นเส้นทางต่อจากสารคดี แต่ไม่ใช่จุดจบแน่นอน สุดท้ายสิทธิในการเลือกควรเป็นของเรา ไม่ว่าจะเลือกทำแท้งหรือเลือกสิ่งใดๆ ก็ตาม 

ไทยมีการแก้ไขกฎหมายทำแท้ง คือ มาตรา 305 ขยายเกณฑ์ในการตัดสินใจทำแท้งเพิ่มขึ้น และจะไม่เป็นความผิดถ้าเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้ 
1.การตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการได้รับอันตราย ต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของผู้ตั้งครรภ์
2.ทารกคลอดออกมามีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง 
3.เป็นการตั้งครรภ์จากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น ข่มขืน
4.ตัดสินใจที่จะทำแท้งภายหลังปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยที่อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์
5.อายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ตัดสินใจที่จะทำแท้งภายหลังปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม 
อ้างอิง
https://ilaw.or.th/node/5816
https://www.bbc.com/thai/international-61934960
https://thaiembdc.org/th/การเมือง/
https://www.youtube.com/watch?v=Wi7rJxUYJjc

Writer

123

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตอยู่ได้ด้วยซัมเมอร์ ทะเล และความฝันที่จะได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขตลอดไป

Illustrator

123

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts