“ต่อให้หนังสือเล่มนี้ไม่มีใครรัก…กูจะรักมึงเอง” คิดแบบนี้ทำให้เราไม่หวาดกลัวอนาคตและความสัมพันธ์ : Sa – ard สะอาด

  • “ถึงมนุษย์ทุกคนจะถูกลืม แต่ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะจดจำกันและกัน” 
  • สะอาด หรือ ภูมิ – ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ นักวาดการ์ตูนแนวเสียดสีสังคม แต่ผลงานเล่มใหม่ของเขา ‘ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต’ สะอาดหันมาพูดถึงความสัมพันธ์และความรัก
  • ชวนคุยกับภูมิและมองความสัมพันธ์ผ่านสายตา ‘สะอาด’

“เพราะไม่มีใครอยากอ่านไง”

คำตอบจาก ‘ภูมิ’ เมื่อเราถามว่าเคยมีใครสัมภาษณ์เขาในประเด็นที่เรากำลังจะคุยกันไหม

ภูมิ – ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์

ภูมิ – ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ คือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ‘สะอาด’ (Sa – ard) นักวาดที่สร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนมากมาย อาทิ ความครัวเจ๋งเป้ง, การศึกษาของกระป๋องคนมีฝัน, ชายผู้ออกเดินทางตามเสียงของตัวเอง ฯลฯ หลายคนรู้จักเขาในหมวกของนักเขียนการ์ตูนเสียดสีสังคม ระบบการศึกษาและการเมืองเป็นวัตถุดิบหลักในงานของสะอาด

แต่ผลงานใหม่ล่าสุดของภูมิ ‘ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต’ ที่เพิ่งวางแผงงานหนังสือล่าสุด กลับแตกต่างจากงานชิ้นอื่นๆ ภูมิบอกเพราะมันใจดีขึ้นและเล่าเรื่องความสัมพันธ์ ‘ความรัก’ จากประสบการณ์ของภูมิ

เป็นฤกษ์ดีที่เราจะชวนเขามาคุยในมุมอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นทางสังคมและการเมือง ความสัมพันธ์ในสายตาของสะอาด (เขาย้ำตลอดว่าไม่มีใครอยากรู้หรอก!) ผ่านผลงานชิ้นนี้ 

ถ้าให้ขายผลงานชิ้นนี้อีกทาง ภูมิขนประสบการณ์กว่า 31 ปีที่เขาเผชิญความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ถ่ายทอดออกมาเป็นงานชิ้นนี้ เรียกว่าถ้าจะให้เขียนแนวนี้อีก ภูมิบอกต้องรออีก 10 ปี เขาอาจจะมีวัตถุดิบมาเล่าเรื่องใหม่ ซึ่งอาจเป็นความทุกข์ของชายวัย 40 ปีก็ได้ 

จุดเริ่มต้น ‘ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต’ มาจากอะไร

ก่อนหน้านี้เราเขียนการ์ตูนชื่อ บทกวีชั่วชีวิต มีคนจากบริษัทโปรดักชันอ่านแล้วชอบมาก อยากทำเป็นซีรีส์ แต่กลัวเนื้อหาของเราจะยาวไม่พอ เขาเลยขอให้ช่วยเขียนตอนเพิ่ม ซึ่งพี่โปรดิวเซอร์ที่ทำซีรีส์เรื่องนี้ก็ถามเราว่า ภูมิมีเรื่องอะไรที่อินๆ ในชีวิตแล้วยังไม่ได้เล่าไหม 

เหมือนคุยกับนักบำบัดเลย เราก็เล่าให้เขาฟังว่ามีเรื่องอะไรบ้าง “ผม suffer เรื่องแต่งงานครับพี่” หรือเล่าเรื่องตอนเราไปเที่ยวกับครอบครัวให้เขาฟัง คือพ่อเรามีปัญหาสมองส่วนหน้าที่เป็นส่วนการตัดสินใจ ทำให้เขามี timezone เป็นของตัวเอง ไม่รู้กลางวันกลางคืน ตี 2 อยากจะตื่นไปนอกบ้านก็ทำ ซึ่งตอนอยู่ไทยทำได้ไม่มีปัญหา เราออกไปตามหาได้ แต่ตอนนั้นครอบครัวเราไปเที่ยวเวียดนาม ทำให้พวกเราต้องต่อสู้กับการที่พ่อพยายามออกจากห้องตี 2 – 3 ทุกคืน

แม่เราเป็นคนที่ทะเลาะกับพ่อตลอดเวลา แต่สิ่งที่แม่เราทำ คือ เขาเอาเตียงโรงแรมไปนอนขวางประตูทุกคืน เพื่อไม่ให้พ่อออกนอกห้อง เรารู้สึกว่า เชี่ย… moment นี้แม่งคือความรักนะเว้ย! เรื่องเหล่านี้มันกระทบใจเรา เราพยายามถอดออกมาทำเป็นหนังสือเล่มนี้

จุดประสงค์ตอนแรกของการทำการ์ตูนเรื่องนี้เพื่อเอาไปทำซีรีส์ แต่พอเราได้ใช้เวลาอยู่กับมัน พัฒนามันไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่า… เราก็ชอบมันว่ะ เรารู้สึกว่ามีองค์ประกอบ มีคาแรกเตอร์ของหนังสือบางอย่างที่ไม่เหมือนเล่มก่อนๆ ที่เคยทำ เลยมีความรู้สึกว่า… กูจะทำหนังสือเล่มนี้ให้ดีที่สุด ส่วนตัวเราจะปั้น goal หนังสือแต่ละเล่ม เล่มนี้เราอยากให้เป็นของชำร่วยงานแต่ง แต่พอดีเราแต่งไปก่อนเลยแจกไม่ทัน (ยิ้ม)

เนื้อหาหนังสือเล่มนี้จะเน้นไปที่เรื่องความสัมพันธ์ ส่วนตัวภูมิมีมุมมองยังไงกับคำๆ นี้

เวลาพูดเรื่องความสัมพันธ์ คนจะคิดถึงเรื่องสเตตัส แต่ตัวเรารู้สึกว่าสเตตัสไม่ได้สำคัญมาก เราเคยพูดกับแฟนว่า แม่ง…เราไม่มีทางรู้อนาคตเลยว่าจะเป็นยังไง ด้วยความที่ผมเติบโตมากับการเห็นความรักของพ่อแม่ตัวเอง ของพ่อแม่เพื่อน 95% มันเจ๊ง ซึ่งการที่สเตตัสความรักของพ่อแม่มันเจ๊ง ก็ส่งต่อมาถึงลูกด้วย ทำให้ลูกมี trauma หรือไม่เชื่อมั่นในความรัก

เรามีรักครั้งแรกตอนม.ต้น เลิกกับเขาไม่ค่อยดีทำให้เรารู้สึกผิดกับคนง่าย กลัวที่จะเริ่มต้นใหม่ แล้วก็เคยเจอคนคนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ไว้ใจ กลัวจะถูกคนทำร้ายในความสัมพันธ์ ซึ่งเราไม่ชอบความกลัวนี้มากๆ จนมาเจอภรรยาเรา เขาเป็นคนที่มีความสบายใจอยู่ในตัวสูงมาก แล้วก็ค่อนข้างเหมือนหมา (หัวเราะ) เขาจะแสดงออกชัดเจน เจอกันก็ดีใจ ถ้าต้องแยกย้ายกลับบ้านเขาก็จะเศร้า โดยเนื้อแท้เราต้องการประมาณนี้แหละ ไม่ต้องคิดถึงตลอดเวลา เราต้องการความวางใจและสบายใจ ประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกัน เราว่าสิ่งเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในความสัมพันธ์

ถ้าแฟนเป็นเหมือนหมาสำหรับเรา แล้วเราเป็นเหมือนอะไรสำหรับแฟน

เราอาจจะเหมือนแมวมั้ง เราค่อนข้างซับซ้อนกว่าแฟน การแสดงออกอาจจะไม่ได้ซื่อตรงเท่าเขา เข้าใจยากกว่า แต่เราจะพยายามไม่ทำให้ความสัมพันธ์นี้มันซับซ้อน เช่น พยายามทำตัวให้ซับซ้อนน้อยลง สื่อสารกับเขามากขึ้น เพราะเราไม่ได้มีมายด์เซ็ตว่า… กูจะเป็นแมวหยิ่งตลอดกาล ในความสัมพันธ์เราจะปรับทำให้มันโอเคมากขึ้น

โชคดีที่แฟนเราเป็นคนฟังเก่งด้วย การฟังก็ทำให้ความสัมพันธ์มันยืดหยุ่นพอจะปรับเปลี่ยน เพื่อให้ไปกันต่อได้

นิยามความรักของภูมิ รสชาติความรักที่เรารู้สึกเป็นยังไง

(นิ่งคิด) คำถามยากจัง (หัวเราะ) น่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ

ถ้าถาม ณ วันนี้ละ เรารู้สึกว่าความรักคืออะไร?

น่าจะเป็นความรู้สึกที่เชื่อมคนสองคน ทำให้สองคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองมีความหมายทั้งคู่

การที่เราเติบโตมากับการเห็นความรักพ่อแม่เจ๊ง หรือความรักคนรอบตัวเจ๊ง ส่งผลยังไงกับภูมิบ้าง กลัวไหม?

ใช่ เรากลัว และคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะกลัวด้วย ต่อให้ความรักพ่อแม่ดีเราก็กลัวได้ อาจจะกลัวอนาคตที่ไม่เหมือนปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบ คือ ความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ ยืดหยุ่น เรามองความสัมพันธ์เป็นเหมือนสิ่งที่ต้องทำร่วมกันเป็นทีม เมื่อมีคนใดคนหนึ่งกลัว สมมติวันหนึ่งเรากลัวก็จะมีคนที่เราไว้ใจแสดงให้เรารู้สึกว่า เออ มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นนะ หรือวันที่แฟนเรารู้สึกกลัวจาก trauma ของตัวเขา เราก็จะพยายามทำให้เขามั่นใจ

ที่ภูมิบอกว่าคาแรกเตอร์ของหนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มก่อนๆ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เล่มนี้แตกต่างออกมา

มันใจดีพอสมควร (ยิ้ม) เป็นความตั้งใจเราที่อยากให้คนอ่านจบรู้สึกอุ่นๆ ในใจ หนังสือที่หยิบไปทำซีรีส์โปรเจกต์นี้จะมี ชายผู้ออกเดินทางตามเสียงของตัวเอง กับบทกวีชั่วชีวิต ซึ่งเนื้อหาดราม่าโคตรๆ มีคนตาย ความฝันตัวละครเจ๊ง เล่มชายผู้ออกเดินทางฯ เราเขียนช่วงที่มีปัญหากับระบบการศึกษาและครอบครัวมากๆ เรารู้สึกไม่ fit in กับระบบการศึกษา ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ คือ การเขียนการ์ตูน เราควรทำต่อไปไหม

แต่มายด์เซ็ตที่เรามี คือ ไม่ว่าจะมีคนเห็นด้วย หรือจะมีคนมาอ่านงานเราไหม เราก็จะทำต่อไป เพราะเราอยากค้นหาว่านี่จะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับเราไหม ให้ sense ที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว เหมือนนักดนตรีที่ไม่มีใครฟัง กูก็จะเล่นของกู ฟังเสียงของตัวเอง 

ส่วนเล่มบทกวีชั่วชีวิตจะคล้ายๆ กัน เราอาจจะไม่สามารถต่อสู้กับอนาคตที่ไม่แน่นอน กับการเมือง หรือกับโลกทุนนิยม แต่เราจะแต่งบทกวีไปตลอดชีวิต ทั้ง 2 เล่มนี้เซนส์คล้ายๆ กัน มีความเศร้า ต่อสู้เพียงลำพัง พยายามใช้ชีวิตให้รอดในตัวคนเดียว 

แต่ว่าเล่มนี้ (ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต) เราพยายามบอกตัวเองและทุกคนว่า สุดท้ายคุณไม่ได้อยู่ลำพัง เส้นทางนักเขียนการ์ตูนที่เราเคยคิดว่ามีแต่เราคนเดียว การทำหนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้ว่า ไอเชี่ย… สะอาดเป็นนักเขียนที่มีชีวิตด้วยคนอ่านชัดๆ ไม่ได้เกิดจากตัวเราที่ปั้นมา แต่เป็นการฟอร์มตัวจากสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เราอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมา คุณไม่ได้เผชิญกับสรรพสิ่งบนโลกนี้เพียงลำพังหรอกนะ เรามาพยายามไปด้วยกัน 

ความยากง่ายของการทำงานนี้ เท่าที่ฟังดูค่อนข้างแตกต่างกับงานชิ้นอื่นๆ ที่ภูมิเคยเขียน

มีความง่ายอย่างหนึ่ง คือ เราเป็นคนที่ทำงานด้วยความกลัวและไม่มั่นใจในตัวเองมากๆ เพราะเราเป็นคนที่มีปัญหากับการเรียนศิลปะ สิ่งนี้ติดตัวเรามาตลอด เราโดนครูศิลปะบอกว่าวาดรูปแย่ เราโดนคนในวงการหลายๆ คน judge ว่าลายเส้นชุ่ยมาก ทำให้เราไม่มั่นใจในการทำงานมาโดยตลอด แต่เรารู้แค่ว่าจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบมากๆ  เรา drive งานตัวเองด้วยความรู้สึกนี้มาตลอด 

เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ตอนทำเราไม่รู้สึกกลัว เพราะโควิดแม่งจะทำให้ทุกคนตายห่าหมดละ (หัวเราะ) มีช่วงหนึ่งตอนทำต้นฉบับแล้วเห็นข่าวคนตายเป็นใบไม้ร่วง เป็นช่วงเดียวกับที่แม่เราป่วยกำลังจะผ่าตัด แล้วติดโควิด เราคิดว่า… ไอเชี่ย ความตายใกล้กับกูมาก เราคงไม่น่ามานั่งกลัวอะไรแบบเดิมๆ แล้ว

สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่า… แก่นการอยากมีชีวิตของเราคืออะไร สุดท้ายมีไม่กี่อย่างหรอก ตอนวัยรุ่นเราอาจจะมีเรื่องสำคัญหลายอย่าง อยากไปม็อบต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อยากทำสารคดี อยากทำการ์ตูน อยากเดินทางไปทั่วโลก มีความฝันสารพัดอย่าง แต่พอมาดูเนื้อแท้จริงๆ สิ่งสำคัญกับเราคงมีแค่เพื่อน ครอบครัว แฟน แล้วก็เขียนการ์ตูน เรียงเหลือแค่นี้เราเลยกลัวน้อยลง ไม่ได้คาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีคนมาชอบ เราแค่ทำมันอย่างซื่อสัตย์กับตัวเอง 

แล้วความยากล่ะ?

ความยากก็โควิดเนี่ยแหละ เราเป็นเหมือนทุกคนที่เจอข่าวคนตายก็ไม่อยากทำงานต่อ ตัวเราก็มีช่วงที่แม่เป็นโควิด เรากลัวเขาตาย กลัวตัวเองตาย กลัวแฟนเศร้า ช่วงที่จิตใจเคว้งคว้างมากๆ เราใช้การเขียนการ์ตูนบอกตัวเองว่า… โอเค กูจะต้องรอดชีวิต เพื่อทำให้หนังสือเล่มนี้เสร็จ 

อีกเรื่องที่ยาก คือ เราเจอแรงกดดันจาก NFT มีเพื่อนที่เขียนการ์ตูนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยค่าต้นฉบับถูกๆ จนวันนี้งานเขาได้เป็นแสน ทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่า… กูทำอะไรของกูอยู่วะ? มันโอเคไหม มันดีพอหรือเปล่า ซึ่งคำว่า ‘โอเคไหม’ ‘ดีพอไหม’ พอเข้าวัย 30 จะไม่ใช่แค่เรื่องของเราคนเดียวละ มีคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เราทำอยู่จะโอเคไหมสำหรับการเป็นลูกที่ต้องดูแลพ่อแม่ หรือดีพอไหมสำหรับการแต่งงานมีครอบครัว  

ที่ผ่านมาภูมิทำงานด้วยความไม่มั่นใจมาโดยตลอด เราดีลกับความรู้สึกนี้อย่างไร ในขณะที่งานเราก็ต้องมีคนอ่าน ต้องเผยแพร่ให้สังคมเห็น 

อันดับแรก คือ ต้องมีบก. เราเป็นศิลปินที่ไม่มั่นใจในตัวเองมากๆ จำเป็นต้องทำงานกับบก. ให้เขาสร้างความมั่นใจให้เรา ช่วยได้เยอะการมีคนอ่านคนแรกที่บอกเราตรงๆ ว่า ‘เฮ้ย อันนี้โอเคแล้ว’ หรือ ‘มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ’ 

อย่างที่สอง คือ เราต้องชอบมันจริงๆ ในทุกงานที่ทำ เราจะอ่านงานตัวเองเป็นสิบๆ รอบ ถ้าเราชอบหรือไม่ชอบจะรู้สึกได้ อย่างน้อยก็ยังมีคนอ่านคนหนึ่งที่ชอบงานนี้ละวะ เราโฟกัสแค่นี้

จริงๆ เราเคยรู้สึกไม่ดีกับความไม่มั่นใจของตัวเองนะ เพราะเราคิดว่าศิลปินควรเป็นแบบถวัลย์ ดัชนี หรือเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ถึงจะยิ่งใหญ่ แต่ตอนหลังเรารู้สึกโอเคขึ้นละ เพราะว่าพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ก็ไม่มั่นใจตัวเอง เขาบอกว่าตัวเขาก็เคยรู้สึกไม่ดีเหมือนกับที่เรารู้สึก วันหนึ่งเขาพบว่า ไอเชี่ย… ศิลปินไม่จำเป็นต้องมั่นใจในตัวเองก็ได้นี่หว่า ความไม่มั่นใจก็มีคุณค่าของมัน เราก็เลยโอเคกับตัวเองละ

มีคุณค่าอย่างไร?

ความไม่มั่นใจของเราจะออกมาในงานตลอด ไม่มีตัวละครตัวไหนที่แบบ… กูเจ๋ง และโดย sense ของงานเราน่าจะสื่อสารกับคนที่รู้สึกผิดหวังกับชีวิต ซึ่งแม่งน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่เกิดในประเทศนี้ เราเข้าใจคนที่รู้สึกแย่กับชีวิต คนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง คนที่ผิดหวังกับการใช้ชีวิต เราว่าสิ่งนี้เป็นข้อดีนะ

กลับมาที่หนังสือ แต่ละเรื่องภูมิได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากอะไรบ้าง

ภาพรวมทั้งเล่ม คือ ประสบการณ์ที่เราอยากถ่ายทอดในช่วงโควิด ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทั้งเรื่องเรานำเสนอตลอดเวลาว่า “มนุษย์ทุกคนจะถูกลืม” ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะถูกจดจำไปตลอด วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเองก็จะถูกลืม เราอยากสื่อสารต่อว่า ถึงมนุษย์ทุกคนจะถูกลืม แต่ระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะจดจำกันและกัน 

ตัวคนเขียนกลัวการถูกลืมไหม?

ไม่กลัวเท่าไร เราอยู่ในวงการเห็นทั้งช่วงขึ้นลงของคน มีนักเขียนการ์ตูนที่ตอนเด็กเราชอบเขามากๆ เขามีค่าต้นฉบับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศนี้ แต่วันหนึ่งเขาไปเป็นยามและสุดท้ายก็ตายแบบที่นักอ่านหลายคนลืม ซึ่งเรื่องนี้เซนซิทีฟกับเราในฐานะคนอ่านที่ชื่นชมเขาตั้งแต่เด็ก แต่สุดท้ายชีวิตมันก็แค่นี้แหละ ตัวเราจะเป็นคนจดจำสิ่งที่เขาทำตลอดไปเอง

ถ้าคนอ่านหรือคนอื่นๆ ลืมเรา ไม่เป็นไรเลย เพราะเราจะจดจำคนที่สำคัญกับเราจริงๆ เอง จดจำคนอ่านของเรา เหมือนตอนหนึ่งในหนังสือ ทริปเชงเม้ง ที่คนกลางบอกพี่น้องเขาว่า ‘ต่อให้ไม่มีใครรัก กูจะรักพวกมึงสองคนเอง’ เป็นหนึ่งมายด์เซ็ตที่เราได้จากการทำงานนี้ ต่อให้หนังสือเล่มนี้ไม่มีใครรัก… กูจะรักมึงเอง 

การที่คิดแบบนี้จะช่วยให้เราไม่หวาดกลัวอนาคตและความสัมพันธ์ 

ช่วยอย่างไร?

พอไม่มีความกลัวและเป็นอะไรที่เราสามารถวางใจได้ก็เป็นฐานให้ทำสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้นมั้ง เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถวางใจกันได้มันเหนื่อย ไปต่อยาก ถ้าคบเพื่อนคนหนึ่งแล้วเราต้องมาระวังว่า มึงจะมาหักหลังกูไหม… เราเลยเป็นคนที่ชอบวางใจคนแบบหมา ซื่อๆ แสดงออกตรงๆ เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบหมามันเข้าใจง่ายดี วางใจได้

ภูมิชอบตอนไหนของหนังสือมากที่สุด

(ชี้ไปที่หน้าปกหนังสือ) ตอนนี้ (ตอนให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต)

เพราะอะไร?

(นิ่งคิด) คิดไปคิดมาชอบทุกตอนว่ะ (หัวเราะ) 

จุดไหนในแต่ละตอนที่ทำให้ภูมิชอบ

ตอนแรก ร้านเรื่องเล่า มันให้ sense เวลาเราเห็นวงดนตรีที่ชอบแยกวง จะมีคนมาไว้อาลัย มาแชร์ว่าเพลงไหนที่เป็น soundtrack ของชีวิตเขา “ผมเคยส่งให้เมียครับพี่” หรือ “เพลงนี้ผมเคยโดดกับเพื่อนครับพี่” เราว่าไอ้ความรู้สึกว่าสิ่งนี้มันสำคัญจะมาตอนที่มันล่มสลายไปแล้ว ช่วงโควิดเห็นชัดมาก เลยเป็นประเด็นที่เราชอบและอยากเล่า 

เรื่อง to be continued เราชอบประเด็น continue มากๆ เพราะก่อนหน้านี้เรามีมายด์เซ็ตแบบ… ถ้าตอนอายุ 7 ขวบ เราเจอเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรากลัวสิ่งๆ หนึ่ง เราก็จะเป็นคนที่กลัวสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต เป็นปมในวัยเด็กที่ติดตัวไปจนโต

จนวันหนึ่งเราอ่านหนังสือ ‘กล้าที่จะถูกเกลียด’ เป็นจิตวิทยาแบบ Alfred Adler คือ จริงๆ กูเปลี่ยนได้ว่ะ… ความกลัวของเด็กคนนั้นเราสามารถสื่อสารได้ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละนิด และเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ เราคิดว่านัยยะของเรื่องนี้ คือ ถ้าคุณยังไม่ตาย สุดท้ายคุณจะเริ่มต้นใหม่ได้ 

เรื่อง ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต เรื่องเกี่ยวกับการแต่งงาน ไม่มีอะไรครับ… รักเมีย อยากจะเขียนให้เมียอ่านแค่นั้นเอง (หัวเราะ) ส่วนตัวหน่อยๆ 

เรื่องสุดท้าย เชงเม้งทริป เป็นความรักที่เราอยากบอกกับพี่น้องเรา คือบ้านเรามีลูก 3 คน แต่ว่าเป็นคนจีนที่ไม่ค่อยได้สื่อสารกัน ความ simple ที่เราชอบมันอาจจะมีแค่นี้แหละ 

เรื่องที่แต่งให้ภรรยา เขาอ่านแล้วมีฟีดแบ็คยังไงบ้าง?

เขาบอกว่ารู้สึกเศร้า (หัวเราะ) เรื่องมันเล่าถึงความทุกข์ของคนทำตามฝัน ที่วันหนึ่งความฝันไม่ได้มีแค่ตัวเขา แต่เกี่ยวกับคนที่เขารักด้วย จริงๆ เราพูดประเด็นนี้ในทุกเล่ม แต่เล่มนี้ชัดที่สุดและเป็นเล่มแรกที่เราใส่ประเด็นทางเศรษฐกิจด้วย เป็นโจทย์วัย 30 ของเราที่จะจัดการกับโลกทุนนิยมนี้ยังไง

ที่บอกว่าตัวเอง suffer กับการแต่งงาน อะไรเป็นตัวปลดล็อกให้เราเลือกเดินเส้นทางนี้

เราหาเงินได้มากพอครับ (หัวเราะ) เป็นเหตุผลหนึ่ง และตัวเรากับแฟนก็แสดงให้เห็นว่า… ไอเชี่ย มันไม่เป็นคนอื่นแน่ๆ เพราะเราผ่านสรรพสิ่งต่างๆ มาเยอะจัด เราเองก็ไม่อยากทำให้เขาเสียใจ คือแฟนเราเป็นคนที่อยากแต่งงานมากๆ เพราะเขาชอบดูการ์ตูนดิสนีย์ ฉะนั้น มีลูกอย่าให้ดูดิสนีย์เยอะนะ (หัวเราะ) ส่วนเราก็ได้ครับ ทำให้ทุกอย่างมันผ่านไป ทำให้เขาแฮปปี้ ซึ่งการแต่งงานก็ดีต่อความสัมพันธ์ด้วยนะ คือ ความรู้สึกที่เรามีให้แฟนก่อนและหลังแต่งเหมือนเดิม แต่ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว พ่อแม่เรา พ่อแม่เขา จะเปลี่ยนไปทำให้ง่ายขึ้น ในการไปไหนมาไหนด้วยกัน หรือออกแบบอนาคตร่วมกัน

ความน่าเกลียดและความสวยงามของความรักสำหรับภูมิคืออะไร

(นิ่งคิด) เราไม่ชอบที่มันทำให้คนกลัวนี่แหละ แล้วก็ไม่ชอบที่มาทำให้คนกลายเป็นคนไม่ค่อยมีเหตุผลด้วย เวลาเราอธิบายสิ่งที่มนุษย์ทำแย่ๆ แล้วใช้ความรักเป็นตัวอธิบาย ก็จะมีคนตอบว่า ‘เห็นด้วยค่ะ’ ‘เป็นไปได้ค่ะ’ เสมอ ซึ่งเหตุผลแบบนี้มันไม่ฟังก์ชันต่อสังคม ต่อมนุษย์คนอื่น หรือสรรพสิ่งบนโลกนี้

ในการ์ตูน ไททัน (ผ่าพิภพไททัน Attack on Titan) ตัวเอกพร้อมจะทำลายโลกเพื่อปกป้องคนที่เขารัก นี่คือความน่ารังเกียจของความรักที่เรารู้สึก สุดท้ายคุณใช้ความเป็นปัจเจกชนทำลายสังคมได้ 

ส่วนความรักที่สวยงามสำหรับเรา คือ ความรักที่เป็นสังคมนิยม คุณสามารถออกแบบความรักของคุณเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ได้ไหม คุณรักเมีย รักเพื่อน แล้วคุณรักเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ด้วยได้ไหมล่ะ หรือคุณรักครอบครัวของคุณไปพร้อมๆ กับรักประชาธิปไตยได้ไหม เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันใช่สำหรับเราและเป็นความสวยงามของมัน 

ความรักในมุมน่าเกลียดของภูมิ คือ มันสามารถทำให้เราทำเรื่องงี่เง่า หรือเรื่องที่เห็นแก่ตัวได้ สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นกับเราไหม 

เราว่าอาจเป็นไปได้ในอนาคต ณ วันหนึ่งที่เรามีลูก เราอาจกลายเป็นสลิ่มไปรับงานจากรัฐบาลก็ได้ ถ้างานที่เราทำอยู่ไม่พอเลี้ยงลูก นี่ก็เป็นปัญหาเหมือนกันนะ เพราะก่อนหน้านี้เราพูดว่าสิ่งสำคัญจริงๆ ของคนมีไม่กี่อย่าง ซึ่งสิ่งสำคัญจริงๆ สำหรับเราก่อนตายคงไม่ใช่ความคิดที่ว่า… กูจะไม่ยอมตายจนกว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตย ความรู้สึกนี้อาจทำให้เราตัดสินใจแบบเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ เป็นเรื่องที่เราจะพยายามระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เราเกลียดตัวเองในอนาคต

แต่เราไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนะ เพราะคนรอบๆ เป็นสามนิ้วเยอะ (หัวเราะ) เรารู้ว่ายังไงเขาจะส่งเสริมให้เราทำสิ่งที่มันแคร์สังคม มองออกไปให้มากกว่าตัวเอง

หลังปกหนังสือเขียนว่า ‘ผลงานคอมมิกว่าด้วยการเติบโตผ่านความอ่อนหวานขมปร่าของความรักและความทรงจำ’ อยากถามในมุมภูมิว่า การเติบโตกับความรักสัมพันธ์กันอย่างไร?

ตอนแต่งงานเราแต่งเพลงให้แฟนเพลงหนึ่ง มีเนื้อหาท่อนหนึ่งพูดประมาณว่า จากนี้เราจะรักษาความรักได้ไหม ถ้าเวลาผ่านไปเราแก่ตัวลง เราจะไม่สวยงาม ไม่หล่อแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไปทำให้เราเป็นคนอีกคนหนึ่ง ความผูกพันจะยังสำคัญอยู่ไหม เป็นท่อนที่เราเคยคุยกับแฟนและเป็นสิ่งที่เราตกผลึกจากการเห็นว่า ตอนพ่อแม่เราแต่งงานกัน เขารักกันมาก (ลากเสียง) รักกันเหี้ยๆ แต่ตอนนี้มันไม่เหลือความรู้สึกนั้นแล้ว ทุกคนเปลี่ยนไปเป็นคนอีกคนหนึ่ง ทุกคนเติบโตมีความเชื่อของตัวเอง ไอ้สิ่งที่แม่งเคยหล่อสวยกลายเป็นความอัปลักษณ์ พ่อเราอาจจะเป็นอีกสเต็ปหนึ่ง คือ เขาสูญเสียสมองส่วนหน้า ไม่ใช่คนแบบเดิมอีกต่อไป เราก็เกิดคำถามว่า เราจะสามารถรักกันได้อีกเหรอ? 

เราเลยมีมายด์เซ็ตต่อเรื่องความสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นมากๆ เพราะมนุษย์ทุกคนมันต้องเปลี่ยนแปลง และเราจะไม่เบลมภรรยาถ้าวันหนึ่งเขาเปลี่ยนไป แต่เราจะเปลี่ยนไปด้วยกันยังไงให้ความสัมพันธ์มันยังเติบโตไปด้วยกันได้

มายด์เซ็ตของภูมิอาจจะไม่ได้เชื่อว่าความรักนี้จะคงทนถาวรตลอดไป แต่ชื่อเรื่อง ‘ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต’ มันก็ให้ความรู้สึกถึงความรักที่คงทนถาวรอยู่นะ คำว่า ‘รักชั่วชีวิต’ สำหรับภูมิมีความหมายอย่างไร

แค่ใจดีต่อกัน เห็นอกเห็นใจ เห็นความเป็นมนุษย์ แค่นั้นเลย เวลาพูดถึงชีวิตคู่ จะมีสารพัดเรื่องเข้ามา มีหนี้ มีลูก มีนิสัยปัจจัยบางอย่างเข้ามาเกี่ยว เช่น ฉี่ไม่ยอมกดชักโครก หรือวันหนึ่งสมองส่วนหน้าเราหาย กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เลิกราก็ได้ แต่ตราบใดที่สมองเรายังดี จิตใจเรายังโอเคอยู่ ก็อยากให้เป็นเพื่อนมนุษย์ที่ดีต่อกันได้ เราว่านัยยะสำหรับเราน่าจะแค่นี้

ภูมิบอกว่างานของภูมิสื่อสารกับคนที่ผิดหวังในชีวิต หนังสือเล่มนี้ หรือการมีความรักมันจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง?

ความรักช่วยได้มาก เพราะการที่รัฐไม่เห็นค่า ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเรา การมีคนข้างๆ ที่เห็นคุณค่า ความเป็นมนุษย์ของเรา ยังมีคนอ่านที่เห็นคุณค่างานเรา สิ่งนี้สำคัญสำหรับเรามากที่จะใช้ชีวิตต่อไป ทำให้เราเข้มแข็งจากข้างใน ออกไปต่อสู้กับรัฐได้ 

เราเจอคนทำงาน activist หรือ NGO จำนวนหนึ่งที่ต่อสู้ทางการเมืองหรือสังคม เขามีความคาดหวังว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงให้เห็น เป็นรางวัลที่ตอบโจทย์บางอย่างในตัวเขา เราเคยคิดเป็นแบบนั้นช่วงหนึ่ง จนพบว่าการคิดแบบนี้โคตรผิด เพราะรัฐจะไม่ยอมมึงง่ายๆ ในระดับ 10 – 20 ปีหรอก ฉะนั้น ความรักของคนรอบตัว ความรักของคนที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย สิ่งนี้มันชัดเจนกว่า จะทำให้เราเข้มแข็งที่จะออกมาสู้กับโลกภายนอกที่มันโหดร้าย

แพลนต่อไปของ ‘สะอาด’ 

เล่มหน้าอยากเขียนเรื่อง 2475 ครับ เป็นการ์ตูนเรื่องแต่งที่อิงประวัติศาสตร์ เล่มนี้อาจจะใช้ความแค้นในการ เขียนงาน เพราะบุคลิกเสียดสี ประชดชัน หรือกวนส้นตีนในงานเรา เป็นสิ่งที่ถูกสร้างจากรัฐบาลชุดนี้ โดยเนื้อแท้เราก็อยากเล่าเรื่องของคนจิตใจดีๆ นะ 

โปรเจกต์ 2475 เราอาจจะเอาสองสิ่งนี้มาผสมกัน เล่าเรื่องของคนที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม แต่เขาก็ต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองด้วย ตั้งคำถามกับความฝัน และได้รับความหวังบางอย่าง 

สุดท้ายภูมิอยากฝากอะไรไหม?

ฝากผลงานเล่มนี้และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกเราด้วยนะครับ (ยิ้ม)


Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตอยู่ได้ด้วยซัมเมอร์ ทะเล และความฝันที่จะได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขตลอดไป

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts