Third Space

“ถ้าพูดเรื่องนี้ตรงนี้ มันจะจบตรงนี้” คุยกับหมอดูในวันที่การเปิดไพ่ กลายเป็นพื้นที่ทางใจและรับฟัง

  • หลากหลายปัญหาที่ไร้คำตอบในชีวิต ทำให้เราเลือกไปหา ‘หมอดู’ มากกว่าจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
  • “ถ้าพูดตรงนี้ มันจะจบตรงนี้” เพราะเชื่อแบบนั้น ไพ่และคำทำนายจากหมอดูจึงเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่พูดได้ ร้องไห้ได้ รับฟังและเข้าใจปัญหาของเราจริงๆ
  • สุดท้ายไม่ว่าหมอดูจะแม่นหรือไม่แม่น แต่เหตุผลที่เราไปหาหมอดูเพราะต้องการคนรับฟัง คนที่ไม่ตัดสินหรือซ้ำเติม แต่ฟังในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ทุกข์เรื่องรัก คิดไม่ตกเรื่องงาน ทำอย่างไรให้รวย และปัญหาชีวิตรุมเร้า รู้สึกเศร้าใจเมื่อไหร่จะดีขึ้นเสียที

หลากหลายปัญหาที่ไร้คำตอบ ทำให้เราเลือกไปหา ‘หมอดู’ มากกว่าจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

การันตีจากคิวที่แน่นทุกวันของ ‘ออม’ หมอดูไพ่ทาโรต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่มาดูเชื่อว่า ถ้าพูดเรื่องนี้ตรงนี้ มันจะจบตรงนี้ และจะถูกเก็บเป็นความลับต่อไป

ขณะเดียวกันก็ไม่อยากไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาให้ดูเป็นเรื่องใหญ่ แค่ต้องการพื้นที่เล็กๆ ที่พูดได้ ร้องไห้ได้ มีคนคนหนึ่งฟังและเข้าใจปัญหาของเราจริงๆ 

“เหมือนเราไม่สบายถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง แล้วมาหา second opinion ว่าเราเป็นจริงหรือเปล่า มาย้ำให้มั่นใจ”

ออมเปรียบเทียบบทบาทหมอดูของตนเองไว้แบบนี้ สิ่งที่เธอทำได้คือ เปิด ‘ไพ่’ และฟังทุกเรื่องในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่หมอดู

mappa คุยกับ ‘หมอดู’ ที่วันนี้มีหลายหน้าที่ ตั้งแต่ดูดวงไปจนถึงนักมาร์เก็ตติ้ง 

“หมอดูเป็นทุกอย่าง มันเกินคำว่าหมอดูไปแล้ว”

คำตอบทั้งหมดอยู่ตั้งแต่บรรทัดต่อจากนี้เป็นต้นไป

อยากเป็นหมอดูตั้งแต่แรกเลยไหม

ปกติเราเป็นคนชอบฟังความคิดเห็นของคนอื่นอยู่แล้ว เวลาเพื่อนมีความทุกข์จะมาเล่าให้ฟัง สมมติกลุ่มหนึ่งมี 10 คน อย่างน้อยเพื่อน 9 คนมาคุยกับเรา ระหว่างทำงานประจำที่สุดท้าย เพื่อนมาปรึกษาค่อนข้างเยอะ แต่เราทำได้แค่ฟัง และไม่ได้รู้สึกหนักใจ เลยเริ่มคิดว่า ถ้าเราหาคำตอบหรือทางออกให้คนอื่นได้ โดยไม่ได้เป็นแค่คำตอบทั่วไปก็คงดี บวกกับเราเป็นคนมีเซนส์ประมาณหนึ่งจากความฝัน หมายถึงสิ่งที่เราฝันจะเกิดขึ้นจริงหลังจากนั้น 1-2 เดือน แสดงว่าถ้าเราดูดวง เราต้องนอนก่อน ถึงจะตอบคำถามได้ เลยเลือกใช้เซนส์ควบคู่ไปกับเครื่องมือที่ตอบเราและคนอื่นได้ง่ายกว่า

‘ออม’ หมอดูไพ่ทาโรต์

เครื่องมือนั้นก็คือไพ่ทาโร่ต์? 

ทาโรต์ตอบโจทย์สุด เพราะออมจะจำเป็นภาพ แล้วไพ่ทาโร่ต์มีทั้งภาพและเรื่องเล่า ซึ่งมันซิงก์กับออม เพราะก่อนหน้านี้คือ ไม่รู้ว่าเซนส์จะมาหรือไม่มา แต่เป็นเหตุการณ์ที่เราตีความได้ เช่น มีการพัง การแตกหัก คนนี้มาพูดกับเราแบบนี้โดยไม่ได้บอกตรงๆ แต่เราบอกได้ว่ามันจะเป็นแบบนี้

คุณมักจะเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆ เสมอ เคยถามตัวเองกลับไหมว่า ทำไมฉันถึงเป็นคนรับฟังคนอื่นเสมอหรือเป็นจุดที่คนเดินเข้ามาหาแล้วเล่าเรื่องให้ฟัง

ออมจะชอบการคุยแบบ serious talk หรือ deep talk มาก อยากรู้ว่าคนนี้คิดยังไงเหมือนเสือกชีวิตเขาเรื่อยๆ ทำไมตัดสินใจแบบนี้ มึงเศร้ากับเรื่องนี้เพราะอะไรเหมือนเราเรียนรู้คนไปด้วย เพราะชอบเลยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะฟัง ทำให้บางคนที่เจอปัญหาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรัก สังคม การงาน เขาจะเข้ามาเอง เขาจะรู้เลยว่าต้องมาคุยกับออม 

แสดงว่าตอนฟัง เราทำให้คนตรงหน้ารู้สึกว่าเราตั้งใจฟัง 

เวลาออมฟัง ออมจะมองตาแล้วจด ถ้าเขาพูดเรื่องเดิมแสดงว่า ปัญหาไม่ได้เยอะแต่มันทวีคูณความรู้สึกใส่ลงไปเยอะ ตีความได้ว่าคนนี้เครียดสะสมหรือเครียดแล้วหาทางแก้ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์ระหว่างสบตากับจด ออมสบตามากกว่า เพราะออมชอบมองภาษากาย กะพริบตาสองทีแปลว่าอะไร คนนี้หายใจแล้วพูดต่อแปลว่าอะไร หรือบางคนอยากพูดแต่ขอกลืนน้ำลายก่อนแปลว่าอะไร

เลยเอาทักษะนี้มาใช้กับการทำงานหมอดู?

ใช่ จริงๆ ก่อนคุย ออมจะบอกก่อนว่า เรื่องนี้เป็นแบบนี้ เพราะลูกค้าที่มาดูดวง เขามาหาคำตอบแต่ไม่ใช่ประเด็นหลักขนาดนั้น เขาแค่ต้องการความชัดเจนในตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าชัดเจนว่าต้องการอะไร แต่เข้าใจว่าเขากำลังป่วยอยู่

ส่วนใหญ่คนที่มาดูดวงเป็นคนวัยไหน 

ถ้าเมื่อก่อนจะมีหลายวัยมาก ไม่ว่าจะเป็นอายุ 18 เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย กำลังเรียนอยู่ เพิ่งเรียนจบหรือแก่แล้ว ตอนหลังเราเลือกรับคนที่เราคิดว่ารับมือไหว ช่วงนี้ก็จะเป็นกลุ่ม first jobber หรือทำงานไปแล้วไม่เกิน 40 ปี แล้วจะกระโดดไปช่วงอายุ 50 เลยก็มี 

มีวิธีเลือกอย่างไรว่า คนนี้ไหว คนนี้ไม่ไหว

ไหวหรือไม่ไหวอาจจะขึ้นอยู่กับคนคนนั้นด้วย เช่น เด็กก่อนเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่ รูปแบบการทำนายของออมคือ จะไม่ฟันธงว่าเขาควรต้องไปไหน แต่อยากให้เขาไปหาตัวเองก่อน หรือคนทำงานที่มาดูก็จะเป็นคนที่รู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร คำถามจะเจาะลึก ทำงานร่วมกับคนนี้เวิร์กไหม เราก็อยากตอบคำถามที่มันเกิดประโยชน์กับคนที่เราดูให้จริงๆ 

มีลูกค้าที่เป็นโรคซึมเศร้าบ้างไหม 

เยอะมาก แต่หลักๆ คนที่เป็นซึมเศร้าก็จะมาร้องไห้อย่างเดียวก่อนเลย สมมติดูดวง 50 นาที ร้องไห้ไป 20 นาที เพราะเขาไม่ได้ต้องการการชี้นำ แต่แค่มีพื้นที่ให้เขามีความหวังกับต้องการพื้นที่ร้องไห้แค่นั้นเอง และเขาจะเลือกไม่ได้ว่า เขาจะมาปรึกษาหรือถามเรื่องอะไร เขาสับสน จะให้เราช่วยดูว่า สิ่งที่เขาเจอตรงกับเรื่องไหน การเงิน ความรัก ความสัมพันธ์ หรือสุขภาพ เพราะฉะนั้นหลักการให้บริการของออม คือ รับฟัง

เวลาคุยกับคนซึมเศร้า คุณบอกตัวเองว่ากำลังทำอะไร 

ไม่เคยบอกตัวเอง มีแต่คนอื่นบอกว่า ก่อนไปหาหมอไปหาออมก่อนเลย เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาซึมเศร้า (หัวเราะ)

ปัญหาร่วมของคนช่วงนี้คืออะไรคะ

แยกเป็น 2 ประเภท ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคนทำงาน ทำยังไงให้รวย รองลงมา คือ คนที่รวยอยู่แล้วทำไงให้รวยเท่าเดิมแต่ไม่น้อยกว่านี้ หมายถึงว่าเขาเจอข้อผิดพลาดในชีวิตเขาที่จะทำให้มีโอกาสสูญเงินเขาไป เช่น เรื่องสุขภาพ เรื่องคนคิดร้ายกับองค์กร

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความนิยมของหมอดูเป็นอย่างไร 

ตอนที่ลาออกใหม่ๆ รู้อยู่แล้วว่าหมอดูจะดัง คือดูดวงตัวเองไว้ก่อนแล้วว่าอาชีพนี้จะไปต่อได้ (หัวเราะ) แล้วออมสนใจว่า โลกเราเป็นยังไงบ้าง ประเทศเราเป็นยังไงบ้าง ทำให้รู้ว่าคนจะพึ่งพาเรื่องนี้มากขึ้น ไม่แปลกที่ช่วงนี้คนจะดูดวงเยอะ

ถามหมอทำไมเราถึงไปรู้สึกปลอดภัยกับคนที่ห่างตัวมากกว่า และหนึ่งในนั้น คือ หมอดู ภาวะแบบนี้บอกอะไรเราบ้าง

บางคนไม่กล้าบอกเพื่อน เพราะเพื่อนชอบตัดสิน เวลาเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนเล่นใหญ่ สมมติเราบอกว่า ไปกินข้าวกับคนนี้มา แฮปปี้มากเลย คนฟังก็จะเล่นใหญ่ แบบ เฮ้ย จริงเหรอ มันเวอร์ไปหมด ซึ่งเขาก็รู้ว่า มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่เขาไม่ชอบความเล่นใหญ่ของเพื่อน จากจริงใจก็ดูไม่จริงใจ 

อีกอย่างคือ ออมเป็นคนรับความขาวและเทาของคนคนนั้นได้ เบื้องหน้าเขาอาจเป็นสีขาวให้คนอื่นเห็น แต่เขาก็มีด้านมืดที่คนอื่นไม่เห็นและไม่อยากบอกใคร คนที่มาดูดวงกับออมสามารถพูดได้ว่า เขาชอบรสนิยมแบบนี้ มีรสนิยมทางเพศแบบนี้ ทำงานประเภทนี้ มีความคิดลึกๆ แบบนี้ 

แล้วหลักของหมอดู คือ ต้องเก็บความลับของลูกค้า มันมีความเชื่อใจว่าพูดตรงนี้ก็จบตรงนี้ อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เรามาหาหมอดูมากกว่าจิตแพทย์ บางทีเขาแค่ต้องการคนรับฟัง ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกแต่ฉันตัดสินใจแบบนี้ไปแล้ว ไม่ใช่ ปิดกั้นหรือซ้ำเติมว่า ทำไมไม่คิดก่อน สมมติถ้าเราตัดสินใจพลาด คงไม่มีใครมาซ้ำเติมว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้

เหมือนเราไม่สบายแล้วถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งก็ไปหา second opinion ว่าฉันเป็นจริงหรือเปล่า อาจจะมีคำตอบอยู่แล้วแต่มาย้ำให้มั่นใจมากขึ้น และเป็นความมั่นใจบนสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยนะ 

แต่บางคนก็ต้องการให้ฟันธงเลย 

ประมาณหนึ่ง บางคนต้องการหาทางออกเลยว่าถ้าเจอแบบนี้ ต้องทำยังไง 

แล้วถ้าคำถามเป็นทางเลือกว่าซ้ายหรือขวา คุณรับมือกับสิ่งนี้อย่างไร 

เปิดไพ่เลยว่า ถ้าเขาเลือกซ้ายสุดจะเกิดอะไรขึ้น ขวาสุดเป็นยังไง แต่จะบอกว่า สุดท้ายแล้วแต่คุณตัดสินใจ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ 

มีคนเชื่อสุดๆ เลยไหม

มี แต่เราก็อยู่เป็นเพื่อนเขา พยายามบอกเขาว่าจังหวะนี้ได้หรือไม่ได้ยังไง 

เพราะหมอดูจะเห็นอนาคตของแต่ละคน ห้ามใจตัวเองอย่างไรให้บอกเท่าที่ควรบอกเพื่อคงให้คนที่มาดูดวงรู้สึกปลอดภัยและสบายใจที่จะมาดูดวงกับเรา

บางคนไม่อยากให้ฟังธง เราจะรู้โดยอัตโนมัติว่า ต้องพูดแบบไหนเขาถึงจะสบายใจ ถ้าคุยอยู่ แล้วเราตอบสั้น แล้วเขาบอกว่าคุณออมช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม แสดงว่าคนนี้ต้องการให้เราว่าอธิบายทีละอย่างว่า มันคืออะไร ย่อยให้ง่ายที่สุด แต่บางคนก็บอกว่าไม่ต้องอธิบาย เก็ตแล้ว บอกมาว่าได้หรือไม่ได้ แค่นี้จบก็มี

การดูแบบเจอตัวกับการดูแบบออนไลน์พลังต่างกันไหม

ถ้าครั้งแรก ออมจะจำหน้าเขาไม่ได้ ถ้าเจอตัวดูไพ่ทาโร่ก็จริง แต่จะเห็นสายตาและปฏิกิริยาของเขา แต่ถ้าตอนจับไพ่ไม่มีสติพลังก็อ่อนได้ แต่ถ้าคุยออนไลน์แล้วออมเป็นคนจับไพ่ มีสมาธิมันก็จะดีกว่าเจอตัว 

ดูดวงกับสายมูเหมือนกันไหม 

สายมู น่าจะเป็นการที่เราไปใช้เครื่องมือในการเสริมความรู้สึกให้เขามากกว่า แต่เราไม่ได้ทำงานกับสายมู แต่เราต้องสื่อสารเพื่อแปลสิ่งนี้เป็นความหมายเพื่อไปช่วยคนอื่นเลยเป็นความหมายคนละแบบ บางคนใช้โหราศาสตร์ เช่น ดวงดาว ตัวเลข บางคนก็ใช้วันเดือนปีเกิด ลายมือก็ถือเป็นเครื่องมือในการสื่อสารได้เหมือนกัน

แต่ก่อนเราดูหมอดูเพื่ออยากรู้สิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่หน้าที่หรือว่าขอบเขตการให้บริการของหมอดูในพ.ศ.นี้กินความหมายของอะไรบ้าง 

ขอไม่เรียกว่าหมอดูแล้วกัน (หัวเราะ) ตอนนี้ขอเรียกว่าเป็น HR เป็น Planner เป็น Marketing เป็นทุกอย่าง มันถึงขั้นที่ว่า Packaging นี้ คุณออมว่าสีอะไรดี ทรงไหนดีคะ เรียกเราไปแล้ว กางชาร์ตว่าบุคลากรคนนี้อยู่ตรงนี้ คนนี้เวิร์กไหม ไม่เวิร์กตัดทิ้ง เป็น Planner หมายถึง ถามเลย 6 เดือนนี้ ธุรกิจพี่จะเป็นยังไงบ้าง บอกเดือนนี้พักไว้ก่อนมีโควิด แล้วโอไมครอนกลับมาจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เปิด มันเกินคำว่าหมอดูไปแล้ว (หัวเราะ)

ถึงจะมีหลายนิยาม แต่ทักษะที่ตอนนี้หมอดูควรมีคืออะไรบ้าง 

ทักษะหลักๆ เลย คือ ตามทันตามสถานการณ์ เพราะเคยไปดูดวงกับคนอื่น แล้วออมไม่แฮปปี้เพราะใช้คำเก่า แล้วไม่เข้าใจ และไม่ว่าหมอดูคนนั้นแม่นหรือไม่แม่นก็ตาม แต่เหตุผลที่เราไปหาหมอดู คือ ต้องการคนรับฟัง

หมอดูต้องมีความร่วมสมัยกับสถานการณ์ปัจจุบันไหม เพื่อให้คำแนะนำของเรามันทันสมัยตามสิ่งที่เกิดขึ้น 

ออมชอบศึกษาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ศึกษาเพื่อมาทำดูดวงแต่ศึกษาเพื่อตัวเอง เพราะออมก็เล่นคริปโต game-fi ด้วยอาชีพออมคือทำหลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประกัน งานอาร์ต งานโปรดักชัน งานศิลปะก็ทำ การตลาดก็จะรู้อยู่แล้ว พื้นฐานการทำงานของเขาเป็นยังไงก็จะอัปเดตตลอดอยู่แล้ว

อะไรคือความยากของหมอดู

ความยาก คือ ออมต้องแฮปปี้ต้องมีสภาพชีวิตที่ดี สมมติจะให้คำปรึกษาเรื่องความรักกับคนอื่น เราก็ควรมีความรักที่ดีก่อน 

แล้วการเก็บความลับยากไหม

ไม่ยาก ออมมีวิธีระบายของออม เช่น เล่นเกม (หัวเราะ) เพื่อระบาย เรารับความทุกข์ของคนอื่น เหมือนฟองน้ำ ถ้าเยอะเกินไปก็ไม่ไหว แต่การรักษาความลับ บางทีก็รู้สึกว่าเป็นมิชชัน สนุก ท้าทาย เรารู้เรื่องนี้ แล้วลุ้นว่ามันจะเกิดขึ้นไหม 

หมอดูต้องแฮปปี้กับตัวเองก่อน แล้วถ้าเวลาแย่มากๆ ดูให้คนอื่นได้ไหม

ดูได้ เพราะเป็นคนสกัดอารมณ์ตัวเองได้ แบบเอาเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วฮึบ ถึงบอกไงว่า เวลาออมมองตาเขาเหมือนออมก็ไปอยู่ในโลกเขาแล้ว เรื่องอื่นก็ลืมไปหมดเลย 

เท่าที่ฟัง การเป็นหมอดูเหมือนได้รับพลังใจกลับคืนมาบ้างไหม 

เยอะเลย ออมเป็นคนชอบศึกษาความรู้ อ่านหนังสือ ถ้าเจอลูกค้าที่ working woman หรือ มี passion เราก็รู้สึกว่าเดี๋ยวทำด้วยๆ เราก็เหมือนได้พลังงานที่ขยันขึ้น 


Writer

ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

ชอบดูซีรีส์เกาหลี เพราะเชื่อว่าตัวเราสามารถสร้างพื้นที่การเรียนรู้ได้ สนใจเรื่องระบบการศึกษาเเละความสัมพันธ์ในครอบครัว พยายามฝึกการเล่าเรื่องให้สนุกเเบบฉบับของตัวเอง

Illustrator

กรกนก สุเทศ

เด็กกราฟิกที่สนุกกับการอ่านการ์ตูน ดูเมะ ชอบเล่าเรื่องและจำสิ่งต่าง ๆ ด้วยภาพมากกว่าตัวอักษร มองว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีคือการเรียนรู้ผ่านสี รูปภาพ รูปทรง

Related Posts