เอกชัย กล่อมเจริญ

“เมื่อต้องอยู่บ้านนาน ผมชวนลูกมาเป็นช่างไม้ตัวจิ๋วด้วยกันซะเลย”

  • เมื่อสถานการณ์โรคระบาดบีบให้พ่อแม่หาวิธีทางเอาตัวรอดด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้การเรียนรู้ของลูกหยุดชะงัก ‘บ้าน’ จึงเป็นพื้นที่เดียวที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้
  • คุยกับ พ่อเบิร์ต-เอกชัย กล่อมเจริญ คุณพ่อดีไซเนอร์งานไม้ ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ที่ลูกต้องถูกแยกจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน คุณพ่อมีวิธีการสร้างกิจกรรมกับลูกอย่างไร
  • “แต่ก่อนผมเคยคิดว่าของเล่นในห้างคือสิ่งที่มีค่ากับลูก แต่เอาเข้าจริงแล้ว จังหวะที่ลูกหยิบก้อนหิน ใบไม้ หรืออะไรก็ตามมาเป็นของเล่นมันก็เซอร์ไพรส์ผมเหมือนกันนะ”

คงไม่ต้องพูดซ้ำว่าวิกฤติโควิด-19 สร้างความเจ็บปวดและส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตมนุษย์

หากมองในบริบทครอบครัว โรคระบาดทำให้ ‘พ่อแม่’ ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความเครียดจากพิษเศรษฐกิจ หนำซ้ำโรคระบาดยังทำให้ ‘เด็ก’ ถูกจำกัดพื้นที่ ไม่ได้เล่นสนุก หรือออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ตามธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ‘บีบ’ ให้พ่อแม่ลูกหลายครอบครัวต้องพึ่งพาตัวเองให้อยู่รอดในภาวะเช่นนี้

mappa คุยกับ พ่อเบิร์ตเอกชัย กล่อมเจริญ ดีไซเนอร์งานไม้ วัย 36 ปี ในฐานะคุณพ่อของ น้องฮาวล์ หรือ ด.ช.รักสร้างสรรค์ กล่อมเจริญ วัย 6 ขวบ 

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังขังทุกคนไว้ในบ้าน พ่อเบิร์ตมีวิธีการสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูก ผ่านกิจกรรม ‘งานไม้’ อย่างไร เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่ากำลังเผชิญอยู่กับความเหงา ความเบื่อ เมื่อเขาต้องถูกแยกจากโลกภายนอกเป็นเวลานาน

โควิด-19 ทำให้ ‘บ้าน’ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

ในพาร์ทของชีวิตประจำวันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ แต่เรื่องการเรียนของลูกก็เปลี่ยนไปบ้าง เพราะต้องเรียนออนไลน์ ตอนนี้เขาอายุ 6 ขวบ ที่ผ่านมาเรียนอนุบาลก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยส่วนตัวเป็นคนทำงานที่บ้านอยู่แล้ว จึงมีเวลาอยู่ดูแลเขาตอนที่เขาเรียน 

แต่อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกคือการเรียนออนไลน์ โดยเฉพาะลูกในวัยอนุบาล ผมว่าพ่อแม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ลูกนะ อาจจะไม่ตลอดเวลา แต่เขายังต้องการพ่อแม่อยู่ 

ปัญหาก็คือถ้าเป็นพ่อแม่หรือครอบครัวอื่นๆ ที่ไม่ได้ถนัดการใช้อุปกรณ์ หรือคุ้นชินกับเทคโนโลยี จะส่งผลต่อการเรียนออนไลน์สำหรับเด็กเล็กไหม หรือพ่อแม่ที่ยังต้องทำงานประจำ บางครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวใหญ่อยู่กันแค่พ่อแม่ลูก เขาจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นไปได้ไหมหากโรงเรียนจะมีทางเลือกอื่นๆ ให้พ่อแม่

เช่น เด็กไม่จำเป็นต้องเรียนแบบเรียลไทม์ มีเวลาที่ยืดหยุ่นขึ้น การที่ผู้ปกครองต้องตื่นเช้ามาเช็คอินพร้อมลูกทุกวันในตอนเช้า บางทีมันก็ไม่สะดวก อาจจะใช้วิธีส่งโจทย์หรือแบบฝึกหัดสั้นๆ มาก่อน เมื่อพ่อแม่ทำงานเสร็จหรือว่างจากงานแล้ว ค่อยพาลูกทำกิจกรรม จะได้ไม่เป็นการกดดันพ่อแม่ด้วย

บรรยากาศการเรียนออนไลน์ของพ่อและลูกเป็นอย่างไร

ขออธิบายก่อนว่าผมเป็นพ่อที่ไม่ได้พยายามกดดันลูกในเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมเลยค่อนข้างชิลๆ เรื่องนี้

ช่วงเวลาออนไลน์ตั้งแต่เช้าครูจะใช้วิธีส่งวิดีโอสั้นๆ เป็นสื่อการสอนมาให้ลูกทำ เช่น แบบฝึกหัดในวิชาคณิตศาสตร์คือการทำความรู้จักจำนวน 5 จำนวน โดยให้เด็กลองนับหรือเขียนเลขให้ได้ หรือวิชาภาษาอังกฤษให้ตอบคำถามไปกระโดดไป มันยังไม่ได้หนักหนามาก การอยู่กับลูกทั้งวันจึงไม่ได้เป็นปัญหา แต่ความกังวลคือลูกกำลังจะเปิดเทอมขึ้น ป.1 ซึ่งเนื้อหาการเรียนก็อาจจะเข้มข้นขึ้น วิชาการมากขึ้น ถ้ายังต้องเรียนออนไลน์อยู่ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นยังไง

การเรียนออนไลน์ พาไปเจอเรื่องอะไรใหม่ๆ ในตัวลูกบ้าง

จริงๆ เรื่องเรียนไม่เท่าไหร่ เพราะปกติผมไม่ได้เข้มงวดเรื่องวิชาการให้เขาเท่าไหร่

ถ้าในยามปกติที่เขาไปโรงเรียนแล้วกลับมาบ้าน ตอนเย็นผมจะไม่ได้ไปวุ่นวายอะไรกับเขาเลย ปล่อยให้เขาเล่นอย่างอิสระ เพราะถือว่าเขาไปโรงเรียนมาแล้ว แต่พอได้เรียนออนไลน์มันทำให้เราได้เห็นพัฒนาการจริงๆ ว่าเขาก็ทำได้นะ เขียนได้ อ่านได้นะ เพราะปกติเราไม่ได้ใกล้ชิดกับเขามุมนี้

โควิด-19 ทำให้ไม่ได้ออกไปไหน ลูกมีอาการรู้สึกเหงา เบื่อ หรือเซ็งบ้างไหม แล้วจัดการอย่างไร

ผมว่าเด็กวัยนี้เขายังต้องการพ่อแม่อยู่นะ บวกกับครอบครัวเราค่อนข้างใหญ่ มีตายายอยู่ด้วยกันหลายคน ลูกเลยไม่มีความรู้สึกแบบนั้น

ผมลองคิดว่าถ้าเราต้องเลี้ยงลูกอยู่ในห้องแคบๆ แถมยังต้องอยู่กับลูกตลอดเวลา บางทีถ้าเป็นเราอาจจะเครียดมากขึ้นก็ได้ ผมเข้าใจเลย ยิ่งพ่อแม่ที่ต้องทำงานสลับกับดูแลลูกเรียนออนไลน์ไปด้วย มันคงเป็นเรื่องยากลำบากมาก

พอเราต้องอยู่ในสถานการณ์โควิด-19 ผมคิดว่าการอธิบายให้เขาฟังอย่างตรงไปตรงมาก็สำคัญ ผมพยายามเทียบเคียงให้เขาเห็นภาพว่ามันคือเชื้อโรคนะ หรือถ้าลูกยังเด็กมากๆ ก็ลองสมมุติไปว่าเชื้อโรคคือศัตรูวายร้ายนะ ถ้าเราไม่อยู่บ้านศัตรูก็อาจจะทำร้ายเขาได้ ดังนั้นถ้าเขาออกจากบ้านบ่อยๆ อาจทำให้เขาป่วยได้ ผมบอกลูกไปแบบนี้ เขาก็เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น พอเขาเข้าใจเลยไม่ได้มีปัญหากับการอยู่บ้านเท่าไหร่ หรือถ้าจะไปข้างนอกจริงๆ เขาจะใส่แมสก์ ล้างมือ จนบางครั้งเขาก็ช่วยเตือนเราด้วยซ้ำ

ต้องอยู่บ้านทุกวัน เล่นอะไรกับลูกบ้าง

อาจจะเป็นที่นิสัยผมด้วยครับ ผมยังเป็นพ่อที่ยังชอบดูการ์ตูนและชอบของเล่นอยู่ ผมชอบกันดั้มมากๆ ส่วนเขาก็ชอบหุ่นยนต์ ผมกับลูกเลยเข้ากันได้ มันเลยคลิกกันง่าย อีกอย่างคืองานหลักของผมคือการทำงานไม้ เรามีพื้นที่เปิดเป็นช็อปไม้ในบ้านของเรา ดังนั้นลูกจึงมีกิจกรรมทำอยู่แทบจะตลอดเวลา กลายเป็นว่างานที่ผมทำกลายเป็นเรื่องที่เขาสนุกและสนใจ ทั้งผมและเขามีจุดร่วมเดียวกัน บ้านเลยไม่ใช่ห้องขังสำหรับเขา 

มีกิจกรรมอะไรที่เคยทำกับลูกแต่ในสถานการณ์โควิด-19 ทำไม่ได้บ้าง

โดยปกติผมชอบไปเที่ยวตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น อุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ ทั่วประเทศ แต่พอมีสถานการณ์โควิด-19 ก็ส่งผลกระทบบ้าง ทำให้เราเที่ยวยากขึ้น เดินทางยากขึ้น หรือต้องลดความถี่ในการเที่ยวลง ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยวกับลูก ไม่ใช่แค่ลูกที่รู้สึกดี แต่ผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นด้วย เพราะอย่างน้อยๆ ก็ได้ออกจากบ้าน ไปสูดอากาศ ไปเจอธรรมชาติ ไปเจอแมลง ได้เดินป่า ฟังเสียงนก มันทำให้คนเป็นพ่อแม่ผ่อนคลายความเครียดได้ 

การไปเที่ยวป่า นอกเหนือจากลูกจะได้รู้สึกสนุกกับสิ่งตรงหน้า สิ่งที่ธรรมชาติช่วยบอกผม นี่คือเวลาที่พ่อแม่ได้รู้จักลูกมากขึ้น ผมรู้จักลูกของผมมากขึ้นจริงๆ ผ่านการพาเขาเข้าป่า 

แต่ก่อนผมเคยคิดว่าของเล่นในห้างคือสิ่งที่มีค่ากับลูก แต่เอาเข้าจริงแล้ว จังหวะที่ลูกหยิบก้อนหิน ใบไม้ หรืออะไรก็ตามมาเป็นของเล่นมันก็เซอร์ไพรส์ผมเหมือนกันนะ 

ตอนผมเห็นเขาหยิบก้อนหินมาเล่นทำอาหาร เอาก้อนหินมาทำเป็นกับข้าว เอากิ่งไม้มาสร้างเป็นบ้าน ผมว่านี่คือความมหัศจรรย์ของจินตนาการที่บางทีของเล่นพลาสติกก็ให้เขาไม่ได้ ตอนเขาเล่นแบบนั้น มือเขาจับก้อนหิน เท้าของเขาจุ่มน้ำ หูเขาได้ยินเสียงนก ประสาทสัมผัสมันเปิดกว้างและกระตุ้นให้เขาสนุกและสร้างจินตนาการ ที่สำคัญผมที่เป็นพ่อแม่ก็เพลินไปด้วย

แต่ไม่ใช่ทุกบ้านจะไปเที่ยวแบบคุณได้ พ่อแม่ควรจะทำอย่างไรดี

จริงๆ ผมว่าพ่อแม่ทุกคนก็อยากจะให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติแบบที่ผมทำนั่นแหละ ผมเข้าใจดีเลยครับ บางครอบครัวก็มีเงื่อนไขไม่เท่ากัน ยิ่งครอบครัวที่อยู่ในเมือง หรือต้องอยู่บ้านที่เป็นคอนโด ห้างสรรพสินค้าอาจเป็นทางเลือกเดียวที่เขามี ยิ่งในช่วงสถานการณ์แบบนี้ พ่อแม่บางท่านอาจจะกังวลเรื่องต่างๆ เราอาจจะมองหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทำด้วยกันที่บ้านก็ได้ เช่น ชวนกันทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้

กิจกรรมไหนเป็นสิ่งที่ลูกชอบทำมากที่สุด

ผมว่าเขาชอบงานประดิษฐ์นะ เด็กบางคนชอบร้องเพลง เต้น แต่ลูกผมมาสายนี้ ทั้งที่ผมไม่เคยบังคับ เขาอาจจะเห็นในสิ่งที่ผมทำก็ได้ บางทีเขาชอบหยิบเอากระดาษมาตัดเป็นรูปต่างๆ ไม่ก็ปั้นดินน้ำมัน ผมมองว่าของเล่นเหล่านี้มันเป็นสิ่งของปลายเปิด ที่ให้เขาได้ลองใช้จินตนาการ เคยมีครั้งหนึ่งที่เขาวิ่งมาโชว์ผลงานการปั้นดินน้ำมันที่เขาปั้นเป็นรูปอวัยวะภายในมนุษย์ แปลกมาก ผมคิดว่ามันดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เขาคงเห็นจากหนังสือสักเล่มหรือสารคดีที่เขาดูมั้งครับเขาเลยปั้นออกมาได้

ถ้าผมไม่มีลูก ผมก็ไม่มีทางรู้เลยว่ากระบวนการที่เด็กคนหนึ่งจะจดจำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองมันเป็นยังไง คือผมจะมีภาพจำว่าการที่ให้เด็กจดจำอะไรได้บางอย่าง คือต้องให้เด็กท่อง แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผ่านตาเขา ที่เขาทำเหมือนจะรับรู้ผ่านๆ แต่ศักยภาพตามธรรมชาติของเด็ก จะช่วยให้เขาสร้างสรรค์มันออกมาได้เองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบังคับ

มีวิธีอย่างไร ให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วมในงานของคุณ

อย่างที่บอกว่าผมโชคดีที่มีพื้นที่ทำงาน มีช็อปไม้ในบ้าน เวลาลูกอยากทำนู่นนี่นั่น เขาก็ทำได้เลย เคยมีช่วงที่เขาอยากเล่นของเล่นอะไรสักอย่าง เขาวาดรูปแล้วมาเซ้าซี้ให้ผมสร้างให้ ผมก็เลยชวนเขามาทำของเล่นที่เขาอยากเล่นด้วยตัวเองเลย นอกจากผมกับลูกจะมีกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นงานที่เป็นไอเดียลูก สามารถเอามาทำขายได้ด้วย น้องก็ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ แถมได้เงินด้วย มีช่วงหนึ่งเขาอยากได้เครื่องเล่นเกม ผมก็ให้เขาใช้เงินตรงส่วนนั้นซื้อเอง ตอนนี้ก็พยายามจะหาโปรเจ็คต์ที่เขาและผมมีส่วนร่วมได้ ที่ผ่านมาเราลองทำงานไม้เป็นที่วางไข่ 

ผมว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ยอดขายหรอกครับ แค่มีคนมาสนใจงานของเขา ขายออกสักชิ้นหนึ่ง ลูกก็ตื่นเต้นและสนุกแล้วล่ะ 🙂

ผมว่าการหากิจกรรมที่เราและลูกจะได้ทำด้วยกัน คีย์เวิร์ดมันอาจจะไม่ใช่การที่ผมมีช็อปไม้หรือเป็นดีไซเนอร์หรอกครับ แต่เป็นการที่พ่อแม่พยายามสร้างโอกาสและพื้นที่ที่จะให้ลูกได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่พ่อแม่ทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกิจกรรมอะไรก็ตาม กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำขนม ทำอาหาร ถ้าพ่อแม่มองแล้วว่าเขาพอจะทำได้ ก็ลองให้เขาทำเลยครับ ไม่จำเป็นต้องสร้างของเล่นเหมือนครอบครัวผม  

รีวิวตัวเองให้ฟังหน่อย สำหรับ 6 ปีกับการเป็น มนุษย์พ่อ full time

มีสติขึ้น (หัวเราะ) แต่ก่อนผมอยากไปก็ไปเลย คล่องตัวมาก แต่พอมีลูก ผมก็มีอีกคนให้นึกถึงมากขึ้น 

การมีลูกสำหรับผมมันดีมากเลยนะ ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมชอบดูสารคดี ผมชอบธรรมชาติ เวลาเจอเรื่องราวที่ผมเคยคิดว่าเด็กไม่น่าจะทำได้ พอเจอของจริง เฮ้ย บางเรื่องลูกทำได้อะ! เช่น เราเคยพาเขาไปเดินขึ้นภูเขาที่เดินไกลหลายกิโล อากาศก็ร้อน และผมคิดเลยว่าเขาไม่สามารถเดินไปถึงแน่ๆ สรุปเขาก็เดินเองได้หลายกิโลเลย โดยที่ผมไม่ได้อุ้มด้วย การเป็นพ่อและเลี้ยงลูกเอง มันทำให้ผมเจอเรื่องเซอร์ไพรส์มากมาย 

ถ้าวันนั้นไม่มีลูก ‘ผม’ จะเป็นอย่างไร

โห ก็คงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมั้ง ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว (หัวเราะ) 

ผมโชคดีที่น้องเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมาก เมื่อก่อนเรามักจะได้ยินทุกคนบอกว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมันยากมาก แต่ผมไม่ได้มีความทรงจำแบบนั้นเลย โชคดีมาก ผมไม่ได้มีโมเมนต์ที่ตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเจอลูกงอแง เขาก็ใช้ชีวิตตามปกติของเขาไป ไม่ได้มางอแงอะไรกับผม เขาอยากทำอะไรเขาก็ทำ 

สำหรับหลายคนอาจจะมองว่าการเลี้ยงลูกคือภาระ ลูกคือความเครียด คือผมเข้าใจพ่อแม่ที่คิดแบบนี้นะ เพราะตอนนี้ทุกคนก็มีเรื่องที่กังวลต่างกันไป ทั้งเครียดเรื่องงาน เศรษฐกิจ สังคม แต่ลูกจะเป็นคนที่ชาร์จแบตและทำให้ผมผ่อนคลายได้จริงๆ นะครับ 

การมีลูกเหมือนผมมีเพื่อนสนิทเพิ่มมาอีกคน ทำให้ผมมีคนคุยด้วย ถ้าผมเป็นคนโสด ออกไปทำงาน กลับบ้านอยู่บ้านคนเดียว ใช้ชีวิตซ้ำไปแบบนี้ก็คงเป็นคนอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเฮฮามาก เขาเหมือนเพื่อนของผม

การเลี้ยงลูกสไตล์ผม ที่เปิดโอกาสให้เขาได้เจอธรรมชาติ ท้ายที่สุดมันจะมีประโยชน์อย่างไร

ผมเชื่อเสมอว่าสักวันพ่อแม่ก็จะตายจากลูกไปอยู่ดี แต่สิ่งที่จะอยู่กับลูกคือธรรมชาติ

การพาเขาไปทำความรู้จักกับธรรมชาติ มันไม่ใช่แค่ไปสูดอากาศหรือไปเจอต้นไม้ ทุกกิจกรรมที่เราทำด้วยกัน เราอาจจะไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ระหว่างทางมันมีทักษะเกิดขึ้นมากมายที่สำคัญต่อชีวิตเด็กคนหนึ่ง และด้วยอาชีพของผมที่เกี่ยวกับการออกแบบ ส่วนตัวผมเลยมองว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับธรรมชาติมันน่าสนใจมากเลย ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องหรือเปล่า แต่ทั้งเขาและผมยังรู้สึกสนุกที่ได้ทำ

ฝากลูกไว้กับธรรมชาติ มันจะพาเขาไปเจอกับการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า สมมุติเขาเจอท่อนไม้ขวางอยู่ ผมก็แค่สังเกตว่าเขาจะทำอย่างไร พอเห็นว่าเขาแก้ไขได้ แค่นี้ผมก็โอเคแล้วนะ และน่าจะดีต่อลูกด้วยเมื่อเขาโตขึ้นไป

เมื่อก่อนผมเคยอ่านบทความของ คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผมยังไม่อินเท่าตอนนี้นะ คุณหมอชอบบอกว่าเด็กมีพัฒนาการของเขาเอง ไม่ต้องไปเร่งเรียน ไม่ต้องไปยุ่งกับเขามาก แต่พอเราเป็นพ่อและได้ลองเลี้ยงลูกจริงๆ มันเป็นแบบที่คุณหมอพูดเลย พอถึงช่วงเวลาหนึ่งเขาทำได้เองทุกอย่างจริงๆ ตอนแรกเขาก็มีปัญหาเรื่องการเรียนนิดๆ หน่อยๆ ครูก็มีบ่นๆ บ้าง แต่สักพักพอรู้ตัวอีกที เขาก็อ่านได้ เขียนได้ เป็นไปได้เอง ซึ่งถ้าตอนนั้นผมเลือกที่จะเร่งให้เขาเร่งอ่านเร่งเขียน ก็ไม่รู้ตอนนี้ลูกจะเป็นอย่างไร


Writer

รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา

พยายามฝึกปรือและคลุกอยู่กับผู้คนในวงการการศึกษา เพราะเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นใบเบิกทางให้ขยายขอบขีดความสามารถตัวเอง ฝันสูงสุดคืออยากเห็นตัวเองทำงานสื่อสารที่มีคุณภาพและคุณค่าต่อไป

Related Posts