วีรพร นิติประภา “เพราะโลกข้างนอกมันเดียวดาย จงรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขแบบที่ลูกรัก”

  • อ่านไปได้ 2-3 หน้าแล้วแบบ ฮึ อะไรของเธอวะ ต้องแยกลูกไปนอนห้องของมันตั้งแต่ต้น ลูกอิฉันนอนห้องอิฉันจน 14 อะค่ะ” วีรพรเลยอ่านตำราเลี้ยงลูกอยู่แค่ 2-3 เล่ม 
  • “ลูกอยากติดเราแค่ไหนก็ติดไป” ในเมื่อแม่คือโลกที่อบอุ่น “คุณก็รู้ว่าโลกข้างนอกมันเดียวดายแค่ไหน” 
  • “ลูกรักเราแบบไม่มีเงื่อนไข”  พ่อแม่ต่างหากที่มีเงื่อนไขเว้ย ลูกต้องน่ารักนะ ลูกต้องสุขภาพดีนะ ลูกต้องดูแลตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ได้ยิ่งประเสริฐ” นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเลี้ยงลูกที่ไม่สนโลก ไม่เห็นต้องเหมือนใคร ไม่อิงตำราใดๆ และวางใจในสัญชาติญาณของ วีรพร นิติประภา

การเป็นแม่คือการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง…แค่นั้นเอง

“สังคมเราบางทีก็ blow out เรื่องบางเรื่องจน bigger than life ใหญ่กว่าชีวิต เราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง มีสัญชาตญาณของการสืบทอดเผ่าพันธุ์ก็เท่านั้น คุณมีลูก  คุณเลี้ยงลูกก็เท่านั้น แต่เราค้นพบว่า ท่ามกลางความซับซ้อนของวิถีชีวิตสมัยใหม่ การเป็นแม่ทำให้เรากลับไป connect กับชีวิตในเชิงที่แปลกประหลาด 

ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง สาวๆ เราค่อนข้างจะโลดโผน ช่างแต่งตัว ช่างทำงาน ช่างสังคม  ไม่ได้เป็นคนที่ผู้ชายชอบเรียกกันว่าเหมาะจะเป็นแม่ของลูก ไม่เลยไม่ติดโผ

ก็คิดกับสามีว่า เฮ้ย เราจะมีลูกมั้ย  เรามีลูกแล้วจะเป็นยังไง เราจะชอบชีวิตแบบนั้นมั้ย แล้วเราก็ตัดสินใจว่า เอ้อ มีลูกสักคนนึงเนาะ แล้วค่อยว่ากัน ไม่ใช่การตัดสินใจที่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ผ่านการไตร่ตรองพอสมควรนะฮะ  พอเราเป็นแม่ แล้วเราก็พบว่า เฮ้ย เรา connect กับชีวิตในแบบที่เรียบง่ายที่สุด 

อันหนึ่งที่เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เลยคือเป็นคนช่างอ่านหนังสือ แล้วค้นพบว่าความซับซ้อนในชีวิตของตัวเองคืออ่านเยอะมาก แต่ไม่มี connection กับสิ่งที่ตนเองอ่าน อธิบายลำบาก คือไม่ใช่ว่าคุณไม่รู้ คุณรู้ คุณเข้าใจแต่คุณไม่ได้ซึ้งกับมันจริงๆ จนกระทั่งคุณเริ่มมีลูก ทุกอย่างที่คุณอ่าน ซาโตริหมดเลยอะ ชีวิตคืออะไร จริงๆ มันไม่ได้ซับซ้อนเลย เรียบง่ายมากๆ ข้าวกินอิ่มท้องดี ห้องหับหลับนอนสะอาด มีอากาศหายใจ มีเสื้อผ้าอบอุ่นพอดี มีใครสักคนนั่งอยู่ตรงนี้ เราเห็นชีวิตแบบนั้นผ่านการเป็นแม่” 

‘ซาโตริ’ อย่างไร ถัดจากบรรทัดนี้ไป วีรพร นิติประภา ผู้เชื่อในสัญชาตญาณมากกว่าตำราเลี้ยงลูก ลูกจะตัดสินใจผิดหรือถูก ไม่ซ้ำเติมแต่จะลงไปนั่งร้องไห้ข้างๆ และไม่ยินดีเป็นแม่ตัวอย่างสำหรับใคร

“พี่ไม่แคร์คนอื่น พี่ไม่สนใจว่าโลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะเลี้ยงลูกแบบไหน พี่สนใจอยู่แต่ว่า เนี่ย เขาอยู่ในโลกของเรา” 

วีรพร นิติประภา

แต่พี่แหม่มจะเป็นแม่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นกับลูก? 

ใช่ เราเลือกเลย ระยะแรกยังทำงานนอกบ้านอยู่ แล้ววันหนึ่งกลับถึงบ้านหกโมงเย็นเห็นลูกนั่งอยู่ท่ามกลางเทพเจ้าทีวี พี่เลี้ยงก็ไปทำอาหารเย็นให้เขา แล้วลูกพี่เนี่ยนั่งเดียวดายมืดๆ ดูเหมือนพี่เลี้ยงจะลืมเปิดไฟไว้ให้เขา ลูกพี่จะอยู่กับจอ มันเหมือนซีนโพลเตอร์ไกสท์ (ข้าวของภายในบ้านเคลื่อนเอง โดยที่ไม่มีใครไปเคลื่อนย้าย  เป็นปรากฏการณ์ชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์) 

เฮ้ย นี่มันผิด ก็บอกสามีว่ามันไม่ถูกอะ คือถ้าเกิดคุณอยู่กรุงเทพฯ  เร็วสุดที่คุณจะถึงบ้านคือหกโมง แบบนี้มันไม่ถูกละ มันไม่ใช่วิธีที่คนจะโต ตอนนั้นยังทำงานโฆษณาอยู่ พี่ตัดสินว่าเออ จะไม่ทำละ หาอย่างอื่นทำ คือเปิดร้านสร้อยที่จตุจักรเพื่อที่จะขายเสาร์อาทิตย์ จะได้มีเวลา 5 วันอยู่กับลูก

ทำไมพี่แหม่มปรับทันที ขณะที่แม่บางคนอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวไปหาข้อมูลก่อน?

ข้อหนึ่งคือพลั้งด้วยมั้ง เป็นคนฉึบฉับตั้งแต่สาวๆ อีกเรื่องหนึ่งคือเราเป็นโลกของเขา บ้านทั้งบ้านคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา คุณเป็นคนฟอร์มให้  โลกของเขาจะนั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ได้แล้วล่ะ

เราคิดว่าพ่อแม่หลายๆ คนคงไม่ได้สังเกตตรงนี้ หรือคิดว่าลูกทุกๆ บ้านก็นั่งอาบแสงสีฟ้านั้นอยู่ ไม่เป็นไร ทุกคนก็โตมาได้ แต่เราไม่ได้อยากให้ลูกเราโตแบบนี้ เราอยากให้เขา healthy กว่านี้ เราอยากอยู่ตรงนั้น เราอยากเล่นกับเขา เราอยากใช้เวลากับเขา เราอยากให้เขาใช้เวลากับเรา 

อันนี้เป็นการฟังสัญชาตญาณตัวเองมั้ย

ด้วย อีกอันหนึ่งก็คือพี่ไม่แคร์คนอื่น พี่ไม่สนใจว่าโลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะเลี้ยงลูกแบบไหน พี่สนใจอยู่แต่ว่า เนี่ย เขาอยู่ในโลกของเราไปอีก 20 ปี แล้วๆ ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อที่จะเติบโตขึ้นร่วมกับเรา ในโลกที่เราฟอร์มให้เขา เรื่องนี้สำคัญนะ คือเราไม่รู้ว่าคนอื่นอาจจะไม่เห็น แต่ in the end แล้วเนี่ย ตอนจบของทุกอย่างก็เพื่อที่จะ get along กับโลกของคุณ โรงเรียนคุณก็เลือกให้เขา เขาไม่ได้เลือกโรงเรียนเองนะ คุณเลือกโรงเรียนไม่ว่าจะโรงเรียนทางเลือก โรงเรียนไม่ทางเลือก เพื่อที่จะให้เขา fit in กับโลกของคุณ ทัศนคติของคุณต่างหาก 

คำว่า ‘พี่เป็นคนไม่กลัว’ อยากรู้ว่าพี่แหม่มเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน ทำไมถึงไม่กลัว 

จริงๆ แล้วในตอนเด็กๆ แม่ก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำงานสร้างฐานะ เราก็ไม่ได้มีเวลากับพ่อแม่เยอะอย่างที่เราคิดว่าเราอยากมี แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไร เราก็โตกันขึ้นมาได้ และเราก็ไม่รู้ว่าเขาอยากมีเราด้วยเหตุผลอะไร 

เราอยากมีลูก เราคิดกันนาน เพียงแต่เรามีความรู้สึกว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แค่นี้เอง ถามว่ากลัวมั้ย ความที่สาวๆ ก็เป็นคนที่แบบฝรั่งๆ หน่อย ไม่ค่อยซื้ออะไรที่สังคมไทยโอบอุ้มอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่กลัวคือ การที่ลูกกำลังจะต้องเติบโตอยู่ในโลกของเรา ดังนั้นเราไม่สนว่าคนอื่นเขาจะว่ายังไง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูกจะต้อง fit in กับเรา เราจะต้อง fit in กับลูก พ่อแม่ลูก 3 คนจะต้อง fit in กัน เพราะว่าเราจะไม่สามารถแยกจากกันได้  

พี่แหม่มมีลูกกี่คน

จริงๆ ก็ตั้งใจจะมีลูกสัก 2 คน ติดลบไปติดลบมา ในที่สุดเราก็มีลูกได้แค่คนเดียว เราก็คิดว่าแค่ลูกคนเดียวก็แทบจะไม่มีเวลาอยู่กับเขา  แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือเวลาอินกับอะไร เราก็จะอินมาก ตอนเป็นแฟนพ่อเขาก็อิน รักผู้ชายคนนึง 20 ปีก็ไม่พอนะคุณ รักเด็กคนหนึ่ง 20 ปี ไม่พอนะคุณ งานเงินอะไรช่างมัน (หัวเราะ) ไม่ได้สนใจอะไร ไม่ได้คิดเรื่องความก้าวหน้าของตัวเอง คนก็จะถามว่าทำไมเขียนหนังสือช้าจัง ไปอยู่ที่ไหนมา อายุ 50 เพิ่งมาออกนิยายเล่มแรก ก็ยังมีเวลาอีกตั้งมาก ทำตอนไหนก็ได้ ทำเมื่อพร้อม

ก่อนหน้านี้รักอยู่ (หัวเราะ) ใช้เวลากับความรักอยู่

ใช่ วุ่นวาย จริงๆ นึกไปอีกที เราโชคดีที่เราสามารถรักผู้ชายหนึ่งคนได้ คนบางคนหารักสักคนหนึ่งยังหาไม่ได้เลยคุ๊ณ  อย่าว่าแต่เราได้ลูกมาแล้ว ยังมีความรู้สึกว่า อู๊ย นี่ลูกประเสริฐจังเลย เพราะเขาเป็นคนเลี้ยงง่าย แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราเลี้ยงเอง อันหนึ่งที่คนไม่ค่อยสังเกตคือถ้าคุณเลี้ยงลูกเอง ลูกคุณจะเลี้ยงง่าย ให้คนอื่นเลี้ยงแล้วลูกจะเวรตะไล 

เลี้ยงง่ายอย่างไร

จำไม่ได้ว่าเขาเคยลงไปชักกับพื้น ซึ่งเราจะเห็นตามห้างเนาะ ตัวไรวะ ทำไมมันชักจัง (หัวเราะ) มันเป็นอะไรเนี่ย เอ่อ น่ากลัวจังเลย ก่อนที่เราจะมีลูก เรายังเห็นซีนแบบเนี้ยอยู่ โห การเป็นพ่อเป็นแม่นี่มันน่ากลัวจังเลยว่ะ 

แต่ลูกเราไม่เป็นแบบนั้นนะฮะ พูดรู้เรื่องตั้งแต่เล็กๆ แล้ว แล้วเราก็ไม่เคยพูดภาษาเด็กกับเขาเลย เราก็พูดกับเขาแบบคนโตๆ งี้แหละ เหมือนเราคุยกับเพื่อน ลูกจึงเป็นคนที่ค่อนข้างจะมี logic ตั้งแต่เด็กๆ สามสี่ขวบก็เริ่มนิ่งๆ ละ 

อ่านตำราเลี้ยงลูกมั้ยคะ

อ่านอยู่สองสามเล่ม ตอนนั้นมันฮิตอะไรนะของอเมริกัน ดอกเตอร์ๆ 

Spock?

ใช่ จำได้ว่าอีด็อกเตอร์เนี่ยอ่านไปได้สองสามหน้าแล้วแบบ ฮึ อะไรของเธอวะ ต้องแยกลูกไปนอนห้องของมันตั้งแต่ต้น ลูกอิฉันนอนห้องอิฉันจน 14 อะค่ะ (หัวเราะ) มันอยากจะอยู่ก็อยู่ อยากจะไปก็ไป เดี๋ยวถึงเวลามันก็ย้ายห้องเองแหละ 

อ่านอีกเล่มหนึ่งคือ ‘กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว’ เล่มนี้ที่บอกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ในช่วงนี้คือสำคัญหมด เราก็รู้สึกว่าเราก็พลาดๆ อยู่เหมือนกันนะ ตอนที่เราตัดสินใจว่าต้องเลี้ยงลูกจริงจัง ลูกตั้ง 3 ขวบแล้ว

มีเรื่องอะไรสนุกๆ ตอนเลี้ยงลูกบ้าง 

(หัวเราะ) จริงๆ มันสนุกทุกตอนเลยนะ ตั้งแต่ลูกเริ่มพูด พูดผิดพูดถูก หรือว่าลูกซึ่งนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันช่วงประกาศข่าว สวัสดีฮะท่านผู้ชม แล้วลูกก็จะ (หัวเราะ) สวัสดีคนในทีวีกลับ หรือตอนดูแฟชั่นทีวี มีผู้หญิงแบบว่าโป๊ๆ หน่อยเนาะ ลูกก็ดูด้วยความสนใจมากเลย เราก็รู้สึกว่าทำไมเด็กผู้ชายมันชอบหน้าอกหน้าใจผู้หญิงตั้งแต่เดี๋ยวนั้นเหรอ เปล่า มันอยากกินนม (หัวเราะ)

ก่อนหน้าที่เราจะมาเป็นพ่อแม่เนี่ย เราไม่ได้สนิทกับเด็กเลย ไม่ได้สนใจลูกใครเลย ออกจะเกลียดเด็กด้วยซ้ำ หึย เด็กเนี่ยเป็นมนุษย์ที่น่ารำคาญมากอะ ไม่ได้อะไรก็แหกปากอะ เราก็เออ ไม่ได้สนิทด้วย แต่พอมีลูก เหมือนกับเราเริ่มเรียนรู้อีกทางหนึ่งว่า เฮ้ย มนุษย์ตัวเล็กๆ นี่มันเจ้าเสน่ห์เว้ย เวลามันน่ารักก็น่ารักขาดใจเลยนะ 

คนสมัยนี้ไม่ค่อยมีลูก เพราะรู้สึกว่าการมีลูกมันเป็นเรื่องน่ากลัวไปแล้ว แต่พี่แหม่มพูดถึงลูกอย่างน่าสนุก ทำไมพี่แหม่มถึงรู้สึกแบบนั้น

พี่อาจจะสนใจการมีชีวิตอยู่ไง life Itself มันไม่บ่อยครั้งหรอกที่เราจะเห็นมนุษย์แท้ๆ ตั้งแต่ต้น เราคิดว่าเรารู้จักมนุษย์อะ แต่จริงๆ ไม่ เราต่างก็ถูกครอบโดยคนอื่น แต่เด็กเล็กๆ ต่างหากที่ยืนยันความเป็นมนุษย์ของเรา

ความเปราะบาง ความสามารถรัก รักผีเสื้อจังเลย (หัวเราะ) เช้าขึ้นมายืน เราถาม ทำไรอะลูก ลูกขึ้นมายืนรอผีเสื้อ ตัวไหนอะ ตัวสีเหลืองๆ (หัวเราะ) ปลื้มปิติกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ คือมันแบบ เฮ้ย ทำไมเป็นคนที่น่ารักอะไรแบบนี้ เมื่อเทียบกับคนที่เราเจอในสังคม คนที่แบบว่า อ๊า สวัสดีค่ะคุณวีรพร ข้างหลังก็แทงฉับๆๆๆ ส่วนลูกเราคนไหนที่เขาไม่ชอบ เขาก็หันหน้าหนี (หัวเราะ) ไม่ชอบคนนี้ 

แล้วพอเราถามว่าทำไมถึงไม่ชอบ ลูกบอกเพราะคนนั้นมีไฝตรงนี้ ซึ่งเราผู้ซึ่งโตแล้ว ก็จะมองข้ามตรงนี้ไป แต่มันทำให้เขาไม่สบายใจอะ เพราะเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร ซึ่งมันก็ตอบหลายอย่างในชีวิตเหมือนกันนะ 

เราพบว่าการ การเป็นมนุษย์แท้ๆ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แล้วมันก็เลยเถิดมาเขียนนิยายภายหลังของชีวิตด้วย  จริงๆ คนอ่านก็บอกวีรพรรักมนุษย์มาก ตัวละครของวีรพรมีความเป็นมนุษย์ เราก็ไม่ได้โจมตีความเปราะบาง อย่างนางเอกซึ่งเพ้อเจ้ออะไรอย่างนี้ ก็น่ารักดี เอ้า คนเราเพ้อเจ้อก็น่ารักดีนะ คนเราฟูมฟายก็น่ารัก มนุษย์มีความอิจฉาริษยา มีความเกลียด ความโกรธ ความเปราะบาง ความเป็นมนุษย์มันสวยงามอะ

สิ่งนี้พี่แหม่มเรียนรู้จากการเลี้ยงลูก?

ใช่ ปกติเกลียดคน (หัวเราะ) เรียนรู้จากการเป็นแม่ เรียนรู้จากการอยู่กับเขา ฟังเขาเล่าเรื่อง ฟังเขาบอกรัก รักแม่จ๋า มันบอกได้ทั้งวันอะ ไม่มีใครบอกรักคุณเยอะครั้งเท่านี้อะ 

การเลี้ยงลูกและวิธีคิดของพี่แหม่มค่อนข้างย้อนศรเมื่อเทียบกับพ่อแม่ทั่วไป  โดยเฉพาะเรื่องการสปอยล์ลูก ที่พี่แหม่มเคยเขียนไว้ในหนังสือโปรดโอบกอดมนุษย์ลูกว่า สนับสนุนการสปอยล์ 

การสปอยล์คือการกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง มันเป็นเรื่องของคนมีเงิน มันเป็นเรื่องของเศรษฐี คือถ้าเกิดเศรษฐีสปอยล์ลูกมันน่ากลัวนะ คืออยากได้อะไรก็ได้ แต่ว่าไม่ได้เวลา ไม่ได้พ่อแม่ไง เศรษฐีไม่มีเวลา เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่มองเงื่อนไขง่ายๆ ว่าให้เยอะเกินไปแล้วจะสปอยล์ แต่มันอยู่ที่ว่าคุณสอนเขามั้ย คุณต้องให้เขาเลือก แล้วคุณก็ต้องจะบอกเขาว่า เนี่ย เขาควรจะมีสิ่งนี้มั้ย เพราะอะไร และ At the end ถ้าเกิดว่าเขาชอบ อยากจะมีก็โอเคถ้าให้ได้ ก็แค่นั้นเอง 

แต่ว่าแน่นอนล่ะ กลับไปที่เก่า คุณต้องมีเวลาพอสมควรเลย คุณต้องใช้เวลา develop วิธีการสื่อสาร ซึ่งหลายๆ ครั้งพ่อแม่ก็ลืมเรื่องนี้ ฉันสอนเรื่องนี้แล้วทำไมมันไม่รู้เรื่อง ก็คุณพูดรู้เรื่องหรือเปล่าล่ะ บางทีพูดกันเองยังจะไม่รู้เรื่องเลย ไปโทษเด็กก็ไม่ได้ 

กลับไปที่หนังสือเล่มเดิม (กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว) ที่ว่าคนตัวเล็กก็คิดแบบคนตัวเล็ก ขยับแบบคนตัวเล็ก มีกล้ามเนื้อเล็กๆ สมองเล็กๆ คือทุกอย่างมันสเกลดาวน์หมดขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจ แต่ในเมื่อการเลี้ยงลูกมันไม่ได้แบนๆ แบบ…อย่าให้มากเกินไปเดี๋ยวมันสปอยล์ อย่าไปอุ้มมันนะ เดี๋ยวมันติด โอ๊ย  อยากให้ติดอะ อยากให้ติดไปตลอดชีวิต อยากให้เดินตามจนแบบว่าตายจากกัน มันไม่เกิดขึ้นอะ

ฉะนั้น ลูกอยากติดก็ให้มันติดไป (หัวเราะ)

เพราะเดี๋ยวเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเองในอนาคตอยู่ดี?

ใช่ๆ ไม่ว่าเขาจะชอบมั้ย อีกอย่างคือคุณไม่สำเหนียกสักทีว่าโลกข้างนอกมันเดียวดาย เออ คือในระหว่างที่เขาอยู่กับคุณ มันก็อบอุ่นดี แล้วเวลาที่เขาจะไป เขาก็ต้อง ไปข้างนอกที่มันต้องเดียวดาย 

ตอนนี้มีคุณแม่คุณพ่อหลายคน ที่บอกว่าชีวิตตอนนี้ตื่นมาก็คือลูก ทำนู่นนี่ให้ลูกออกไปทำงาน กลับมาก็ลูก ยาวไปถึงกลางคืน เสาร์อาทิตย์ ไม่มีช่องว่างของตัวเองเลย จนลืมไปแล้วว่าชีวิตมีความฝันอะไร ต้องการอะไร 

อันนี้ก็เยอะไป แต่จริงๆ แล้วหลายๆ อย่างที่ทำก็คือเอาลูกไปด้วย อยากไปเที่ยวไหน ถ้าเอาลูกไปด้วยได้ก็เอาไป แล้วเราก็ไม่ค่อยสนใจใครอะ เอาลูกนั่งตักก็คือธรรมดามาก ทำไมอะก็ลูกฉันอะ ก็มาด้วยกันอะ คือไม่แยกว่าอันนี้เป็นโลกของผู้ใหญ่ โลกของเด็ก แล้วลูกก็จะเติบโตแบบนั้น

ส่วนความฝันนั้นน่ะ มันก็ยากลำบากอยู่เหมือนกัน จริงๆ อยากเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่งตั้งแต่อายุ 30 ก็ทำไม่ได้ 

ระหว่างคุณเขียนนิยายคุณก็จะแบกตัวละครไว้ในหัวประมาณ 10 คน แล้ว 10 คนก็จะอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเป็นแม่ไม่ได้อะ มันยากเกินไปสำหรับลูกผัวด้วย 

หรือว่าคุณจะเป็นแม่เดียวดาย เฉยเมย อ่า อย่างพี่เคยได้ยิน อย่างปิกัสโซลูกเกลียด เพราะเป็นพ่อที่ไม่เป็นพ่อที่ดีอะ แต่ในขณะเดียวกันสมมติว่างานการของคุณไม่ได้ขนาดนั้นก็เอาลูกด้วยมาตั้งแต่ต้น แล้วอย่ากลัวว่าเขาจะยุ่งอะไรเกินไป เราก็ค่อยๆ สอน ค่อยๆ คุยกับเขา ให้เขารู้จักว่าเขาต้อง behave ในสาธารณะยังไง ลูกเราก็ดูหนังกับเราตั้งแต่สี่ห้าขวบ โป๊มั่ง อะไรมั่ง (หัวเราะ) แล้วก็คิดว่าในที่สุดแล้วเขาก็เข้าใจในแบบของเขาอะ ลูกก็เข้าใจในแบบของลูก คือไม่ได้เข้าใจในแบบคนที่โตๆ แล้ว มันไม่ลามกแม้แต่น้อย (หัวเราะ) 

อีกอันที่พี่แหม่มพูดในหนังสือคือว่าเราจะได้ยินพ่อแม่พูดบ่อยมากว่าพ่อแม่รักลูกแบบไม่มีเงื่อนไข แต่พี่แหม่มพูดว่าลูกอะรักเราแบบไม่มีเงื่อนไขต่างหาก

จริงๆ คนที่รักเราแบบไม่มีเงื่อนไขก็คือลูกนะ เพราะเขาไม่รู้ว่าเงื่อนไขคืออะไร ไม่มีเงื่อนไขชีวิตด้วยซ้ำ แล้วคุณก็มองข้ามเขา คุณมองข้ามตอนที่เขารักคุณมาก 

เราไม่เคยเห็นใครแหกปากร้องไห้จนปากเป็นวงกลมอะ คุณนึกออกมั้ย (หัวเราะ) แล้วเราก็ยังล้อกันกับสามี ปากมันกลมมากเลยนะ แต่เฮ้ย คนมันต้องใจสลายขนาดไหน เด็กตัวเล็กจึงร้องไห้ได้ขนาดนี้ 

เราต่างหากที่มีเงื่อนไขเว้ย ลูกต้องน่ารักนะ ลูกต้องสุขภาพดีนะ ลูกจะต้อง ดูแลตัวเองได้อย่างน้อย ดูแลพ่อแม่ได้ยิ่งประเสริฐ แต่สิ่งเหล่านี้ลึกๆ แล้ว มันไม่เกี่ยวกับลูก มันเกี่ยวกับคุณ 

จริงๆ แล้วคุณมีเงื่อนไขอยู่ตามการเติบโตและใช้ชีวิตของคุณ แต่ลูกผู้ซึ่งยังไม่เติบโต ไม่มีเงื่อนไข มีเงื่อนไขเดียวคืออยู่กับคุณ เดินตามคุณ ไม่ว่าคุณจะไปไหนมันก็เดินตาม ไม่เคยบ่นด้วย ไปไหนขอไปด้วย ตื่นมาไม่เห็นเท่านั้นแหละ ปากวงกลม อืม คือมันต้องใช้ความกลัวขนาดไหน มันต้องใช้ความรักขนาดไหนที่คนจะแหกปากร้องได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่มีปัญหาอะไรเลย แล้วถ้าเริ่มได้ยินเสียงลูกตื่น เราก็จะวิ่งขึ้นไป พ่อแม่ลูกจะตกบันไดตาย (หัวเราะ) เรายืนยันการมีอยู่ของเราเพราะเราทำได้แค่นั้น 

วันที่ลูกมีน้ำตา วันที่ลูกผิดหวัง วันที่ลูกร้องไห้ วันที่ลูกเสียใจ พี่แหม่มทำยังไง

ตอนที่ลูกโตหน่อยแล้วมันก็เริ่มเป็นเงื่อนไขที่ซับซ้อน อย่างเช่น แล้วเขาเคยเข้าโรงเรียนที่เขาไม่อยากเรียนแล้ว รู้สึกว่าไม่ get along อย่างรุนแรงแล้วออกมาเรียนเอง เราจำได้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราไม่ได้บอกเขาด้วยซ้ำว่าฉันบอกเธอแล้ว จำได้ว่าไม่รู้จะทำยังไง ในที่สุดเลยนั่งร้องไห้กับลูกอะ ลูกร้อง แม่ก็ร้อง อื้ม ไม่เป็นไรไปด้วยกัน เราจะผ่านตรงนี้ไป ลูกมีเวลาตลอดทั้งชีวิต ลูกมีเวลาเยอะมากที่จะเลือกอยู่ในที่ที่ลูกอยากอยู่ เป็นคนอย่างที่ลูกอยากเป็น 

เป็นคนที่นั่งข้างๆ กัน แบบที่ในวันแรกที่พี่แหม่มตั้งใจไว้

ใช่ๆ แค่นี้เอง คือมันสำคัญตั้งแต่ตอนที่เราตัดสินใจว่าเราจะมีลูก เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันคืออะไรบ้าง หลังจากนั้นก็คือการเลือก มีงานบางอย่างที่จะอยู่กับเขาได้มากขึ้น เงินไม่ค่อยมี ก็ไม่เป็นไร หาใหม่ได้เสมอ

แล้ววันหนึ่งเขาก็จะไม่อยู่ เราค่อนข้างจะรู้เรื่องนี้ดีเพราะว่าเรา (กับสามี) ก็เป็นคนสองคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่กับครอบครัว เดี๋ยววันหนึ่งเขาก็ต้องมีครอบครัวของเขา น้อยที่สุด เราไม่ได้คิดไปถึงว่าเขาต้องไปเรียนไกลๆ หรือไปทำงานไกลๆ ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้นแต่เขาก็ต้องมีโลกในแบบของเขา

แต่มันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ที่ไม่ได้เขียนลงไปในหนังสือ ตอนลูกอายุได้ 2 อาทิตย์ วีรพรเป็นซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งหมอไม่ได้บอก เราโกรธหมออยู่หลายปีว่าทำไมเรื่องนี้ไม่พูด แต่ว่าเราเข้าใจว่ามันจะเป็นการถามนำอะ ถ้าหมอเตือนว่าคุณจะเป็นซึมเศร้าหลังคลอดนะ มันจะเป็นเลย  

ตีสอง ลุกขึ้นมานั่งๆ นั่งเสร็จแล้วแบบมันเศร้าจังเลยวะ หันไปลูกก็นอนอยู่ ทันใดก็รู้สึกว่า เฮ้ย ถ้าพรุ่งนี้ฉันตาย ลูกจะอยู่ยังไง แล้วมันเปลี่ยนความคิดทั้งหมดไปเลยมันทำให้เข้าใจความเปราะบางของชีวิต แล้วยืนยันอีกอย่างหนึ่งคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกฉันจะต้องอยู่ได้ถ้าฉันไม่อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นมันฟอร์มวิธีการคิดของการเลี้ยงลูกมาตั้งแต่ต้นว่าเราจะต้องเลี้ยงลูกแบบไหน ให้เขา survive ในโลกที่เราก็ไม่ค่อยชอบ ในโลกที่เราก็คิดว่าไม่ได้ดีงามที่สุด 

ตอนนั้นยังไม่ได้เห็นปัญหาอื่นๆ มากมายนะ แต่ว่ากะอีแค่ความเปราะบางของชีวิตโดยตัวของมันเองเนี่ย โดยการไม่รู้ว่าเราจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ มันก็ฟอร์มวิธีการคิดของการจัดการการเลี้ยงลูกทั้งหมดว่า เฮ้ย เขาจะต้องตัดสินใจเองให้ได้ และไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเป็นยังไง มันไม่ได้แย่หรอก 

เพราะโครงสร้างทางสังคม แม่ในประเทศจึงยังอยู่กับความกลัวเยอะ เช่น จะเอาลูกไปเล่นไปปีนต้นไม้ ป้าข้างบ้านจะวิ่งกรูกันเข้ามาแล้วก็ถามว่าแม่เลี้ยงลูกยังไง 

มันต้องกลับไปมอง end result ว่าสิ่งนี้มันทำให้ลูกเราเข้มแข็งขึ้นมั้ย คุณควรจะปล่อยเขาปีน แต่จริงๆ เราก็กลัวเหมือนกันในตอนนั้น แต่มันไม่ได้ทำให้เขาเข้มแข็งทางกายได้ นั่นหมายความว่ามันไม่ได้ทำให้เขาเข้มแข็งทางใจได้ 

แน่นอนมีคนคิดว่าทักษะการปีนต้นไม้คือทักษะของคนต่างจังหวัด เมื่อคุณอยู่เมืองหลวงคุณไม่ต้องการทักษะนี้ ดังนั้นเมื่อคุณกลัวลูกหล่น คุณก็ตัดเรื่องนี้ออกไป คุณไม่ต้องให้เขาปีนต้นไม้ก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าคุณกำลังตัดเขาจากการเรียนรู้การร่วงหล่น ลูกคุณอาจจะได้ตำแหน่งผู้จัดการ แล้วอีกวันหนึ่งถูก lay off ก็ได้ ดังนั้นเขาจะไม่มีทักษะของการร่วงหล่นเพื่อที่จะรับมือกับชีวิตที่มันร่วงหล่น

เราพบว่าเด็กฆ่าตัวตายเยอะขึ้น หลายๆ ครั้งเป็นเพราะเขากินยาแก้ปวดเยอะ สมัยเรามันไม่ได้กินยาแก้ปวดขนาดนั้นไง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราปวดใจ เราก็รับมือมันได้ ปวดหัวก็ไม่เคยปวด ปวดท้องก็ไม่เคยปวด ปวดขาก็ไม่เคยปวด แต่พอลูกเริ่มปวดแม่ก็จะเอายาแก้ปวดให้ มันทำให้ทักษะของการรับมือกับความเจ็บปวดน้อยลง

พอวันหนึ่งคุณอกหัก สอบเข้ามหาลัยไม่ได้ หางานทำไม่ได้ คุณปวดใจเว้ย พอมันปวดใจปุ๊บ คุณก็รับมือไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ ในการเป็นพ่อแม่คุณกลัวอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องดู end result ด้วยว่า เฮ้ย ในที่สุดแล้วอะไรที่ทำให้คนผ่านตรงนี้ไม่ได้ ความเดียวดายไง โอเค เดี๋ยวลูกเราต้องหัดเดินใช่มั้ย ลูกต้องล้มใช่มั้ย ลูกล้มฉันอยู่ตรงนั้น ไม่เป็นไรลูก แล้วลูกต้องล้มมั้ย ต้อง ไม่อย่างนั้นมันเดินไม่ได้ไง เพราะว่ากลไกการเดินมันไม่ได้อยู่ที่การเดิน มันอยู่ที่การล้ม คุณก็ต้องปล่อยให้เขาล้ม แล้วคุณก็ยืนยันว่าเมื่อเขาล้มมีคนเช็ดน้ำตาให้นะ เอาขึ้นมานั่งตักนะ แล้วเดี๋ยวเราก็ปล่อยให้เขาล้มใหม่

เหมือนกันกับการปีนต้นไม้ การร่วงหล่นเป็นเรื่องปกติของชีวิต แน่นอน หล่นแต่เดี๋ยวก็ต้องขึ้นใหม่ ชีวิตมนุษย์มันเป็นฤดูกาลหรือเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือการเรียนรู้หมด แต่กลายเป็นพ่อแม่เอาความกลัวของตนเองไปสวม ไม่มอง end result แล้วมาบอกว่าฉันปกป้องลูกฉันได้ละ ฉันไม่ให้มันปีน เพื่อลูกฉันจะได้ไม่ตกลงมาคอหัก แล้วพอถึงในชีวิตปุ๊บ หุ้นยังร่วงเลยฮ่ะ แล้วจะทำไง แล้วจะอยู่ยังไง ชีวิตข้างนอกมันยากกว่า สู้ยืนยันว่าฉันอยู่กับเธอตรงนี้ ไม่เป็นไร

ไม่ได้เป็นการเลี้ยงลูกโดยปิดกั้นเขาจากความทุกข์ แต่เป็นการให้เขาเผชิญความทุกข์โดยที่เขารู้ว่ายังมีเราอยู่ข้างๆ 

มันตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เรารู้สึกว่าชีวิตมันต้องมีแต่ความสุข อยู่ๆ ก็มาถึงจุดหนึ่งที่เราฝันเฟื่องกัน เราคิดว่าชีวิตมันเหมือนหนังโฆษษณาเหรอ มีบ้าน มีอพาร์ทเม้นท์สวยๆ มีเพื่อนบ้านน่ารัก ไม่จริง ในชีวิตจริงของคุณมันก็ดีมั่งไม่ดีมั่ง รถติด 4 ชั่วโมง มีผู้ร้ายอยู่เต็มไปหมดเลย มีตะขาบด้วยบางบ้าน ชีวิตก็แบบนี้

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเราต้องปกป้องลูกเราให้มีชีวิตที่ดีด้วยการมีชีวิตด้านเดียว เขาควรจะเรียนรู้และชื่นชมชีวิตในทุกๆ เม็ดของมัน เม็ดของการตกต้นไม้ เม็ดของการปวดหัว ผิดหวัง ได้มั่งไม่ได้มั่ง ไม่ใช่เรื่องภูมิต้านทานอย่างเดียว ชีวิตมันมีเสน่ห์แบบว่า โอ๊ย วันนี้อกหักว่ะ ไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้คุณเจอใครคุณจะรู้เลยว่า เฮ้ย ไอ้น่ารักนี่มันน่ารักแบบไหน คุณค่าของสิ่งนี้มันคืออะไร คุณไม่ได้เรียนรู้ผ่านตัวเขาเองด้วยซ้ำ แต่คุณเรียนรู้ผ่านความเจ็บปวดก่อนหน้า

พี่แหม่มเคยรู้สึกว่าตัวเองทำผิดพลาดหรือล้มเหลวในความเป็นแม่มั้ย

โอ้ย เยอะ เลี้ยงลูกเป็นไม่เป็น เราไม่รู้ว่าเลี้ยงยังไงหรอก คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ควรรู้ด้วย ตามจริงแล้วมันเป็นการดีลระหว่างคนสามคน รวมพ่อด้วย มันเป็นการดีลระหว่างคนที่มีความเฉพาะตัวต่างกัน

จริงๆ แล้วลูกเกิดมาพร้อมกับ nature บางอย่างของเขาอยู่แล้ว แล้ว nature ส่วนหนึ่งก็มาจากการเลี้ยงดู แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นการดีลกันว่าเราต้องทำยังไงเขาถึงจะเข้าใจตรงนี้ พูดแบบไหน จริงๆ การพูดเรื่องเดียว มันมีวิธีการพูดอยู่ประมาณ 10 อย่าง คุณจะพูดกับลูกค้าตัวเล็กๆ คนนี้แบบไหน พูดไปแล้วก็เปลี่ยนวิธีการพูดใหม่ๆๆ จนกว่าเขาจะเข้าใจว่า เฮ้ย สิ่งนี้มันประกอบไปด้วยอะไร

สาวๆ เราเป็นคนอารมณ์ร้อน แล้วก็ เอ่อ มีบางครั้งที่เสียงดังกับเขา มีบางครั้งที่เขาดื้อ ลูกมันต้องดื้ออยู่แล้วแหละ จริงๆ เราก็พลาดไปนิดนึงตรงที่ เฮ้ย ทำไมแค่นี้ไม่รู้เรื่อง กรี๊ดไปหนึ่งครั้งแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่ นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องกรี๊ดเลย ลูกแค่ test power อาจจะต้องการรู้ว่า เฮ้ย ในสถานการณ์อย่างนี้เราจะตอบโต้ยังไง แล้วเราก็ตอบโต้ได้แย่ที่สุดที่เราควรจะทำคือการกรี๊ดใส่หน้า

เราก็บอกว่าแม่ขอโทษนะลูก เราเป็นแค่คนธรรมดา บอกเขาอย่างนี้เลย เหมือนเขาเป็นคนโต แม่ก็เป็นคนธรรมดาหนึ่งคน เจ้าอารมณ์ด้วย เป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่เก่ง แม่ไม่ควรจะขึ้นเสียงกับลูก แต่แม่ทำไปแล้ว แม่ขอโทษ แม่จะพยายามไม่ทำอีกแล้ว 

นอกเหนือจากนั้น เราให้ลูกเลือกเองทุกอย่างตั้งแต่อายุน้อยๆ นั่นหมายความว่าลูกเลือกเสื้อผ้าเอง เราก็เป็นคนเก๋ไก๋สไลเดอร์เนาะ สามารถเดินห้างได้โดยมีลูกแต่งตัวเป็นสไปเดอร์แมนที่ซื้อมาจากตลาดนัดอะ ชุดก็จะย่นๆ หน่อย (หัวเราะ) เขาอยากใส่ก็ใส่ไป อยากแต่งอะไรก็แต่ง

เวลาพี่แหม่มทำอะไรรู้สึกพลาดไปในฐานะแม่ พี่แหม่มโอบกอดความเป็นแม่ของตัวเองอย่างไรบ้าง

พี่โอบกอดความเป็นมนุษย์ของตัวเองอยู่แล้ว อย่างที่บอกพี่สนใจความเป็นมนุษย์ของตัวเอง พี่สนใจความเป็นมนุษย์ตั้งแต่เห็นลูก แล้วพี่มีความรู้สึกว่า เฮ้ย มนุษย์มันพลาดได้เว้ย unpredictable คุณไม่สามารถจะกะเกณฑ์ได้ว่าเขาจะต้องเป็นแบบนี้ เขาจะต้องทำอย่างงี้ แล้วต้องประสบความสำเร็จด้วยการชงนมกินเอง จริงๆ คือเละไปทั้งครัว

เราเห็นความเป็นมนุษย์เยอะขึ้น แล้วๆ ขณะที่เราโอบกอดความเป็นมนุษย์ของเขา แล้วโอบกอดความเป็นมนุษย์ของเราด้วย เราเริ่มมองเห็น เออ เราก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งนะ บางทีเราก็เห็นแก่ตัว เราไม่อยากให้ลูกไปเรียนไกลๆ เราไม่อยากให้ลูกจากบ้าน เราเจ้าเล่ห์ด้วย ตอนลูกไปมหาฯ ลัยใหม่ๆ เราก็จะบอกเขาว่ากลับบ้านกินข้าวมั้ย เดี๋ยววันนี้ทำแกง แน่ เอาของกินมาล่อเว้ย เพราะเดี๋ยวเขาไปกินข้าวกับเพื่อนเราก็จะมีหลายๆ อย่างแบบนั้น

มันป่วยการที่เราจะเลี้ยงลูกแบบอะไรถูกอะไรผิด อันนี้ไม่ใช่แค่การเป็นแม่ด้วย มันรวมไปถึงทุกอย่างในสังคม เราถูกเลี้ยงมาด้วยการบอกว่าเรียนหมอสิดี แต่ไม่มีคนเคยบอกคุณว่าหมอเนี่ย life expectancy อยู่ที่แค่ 60 ก็ตายแล้ว คนไข้อยู่ 90 อะ ไม่มีใครบอกคุณหมอว่าหย่าร้างสูงที่สุด 

แล้วไม่มีใครบอกคุณว่า เฮ้ย ชีวิต artist มันก็ดีนะ เออ อาจจะจนหน่อยแต่มันตอบทุกอย่าง คือสังคมเราอยู่ที่อันนี้ดีอันนี้ไม่ดี แล้วก็ไม่มีบอกว่ามันดียังไง หรือในส่วนดีมันมีส่วนไม่ดี ส่วนไม่ดีมันมีส่วนดี  เราเป็นพวก square เออ แล้วตรงนี้ที่ทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิต เราไม่รู้ว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร แล้ววันหนึ่งเราก็มีลูก เราก็เริ่ม รู้ว่าการเลี้ยงลูกก็สนุกดีนะ เราก็เริ่มอยู่กับเขาๆ จนวันหนึ่งเราก็ลืมว่า อ้าว เขาโตแล้วนะ เขาต้องเลือกเองแล้วนะ ในที่สุดเราก็เริ่ม อ้าว ทำไมขัดใจแม่ล่ะ ทำไมเริ่มไม่เชื่อฟัง ไม่น่ารักเหมือนเดิม ทำไมทำแม่เสียใจ มันก็ไม่เกี่ยวกันเลย 

แค่คนๆ หนึ่งโตขึ้น เป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ก็เท่านั้นเอง 


Writer

มิรา เวฬุภาค

Related Posts