touch

“พ่อคือพระอาทิตย์ตลอดไป” วจนา วรรลยางกูร

  • “ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้แค่ไหน ช่วงนี้ก็ดีขึ้นแล้ว แต่มันดีขึ้นเพราะไม่ได้พูดถึง”​ เตย-วจนา ออกตัวก่อนบันทึกเสียงสัมภาษณ์
  • พ่อบอกว่าตัวเองทำกับข้าวอร่อย แต่แม่ทำอร่อยกว่า แกงส้มของพ่อรสมันนัวไปหมด ใส่มะเขือเทศด้วย เตยเล่าให้ฟังพร้อมเสียงหัวเราะ
  • นั่นเพราะบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้มีทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและน้ำตา แต่ทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่าพ่อคือพระอาทิตย์ของลูกตลอดไป

“เราใช้ชีวิตร่วมกันมามากเกินกว่าจะปล่อยให้มันเป็นเพียงความทรงจำวัยเด็กที่ถูกทิ้งร้าง” เตย – วจนา วรรลยางกูร เขียนถึงพ่อไว้ในหนังสือที่ระลึก ‘ในสายธาร วัฒน์ วรรลยางกูร’ 

พี่ชายทั้งสองเคยแซวน้องสาวคนสุดท้องว่าถูกพ่อเลี้ยงมาเหมือนนางฟ้า

ก็ไม่ผิดเพราะระหว่างพ่อและลูกสาวมีสายสัมพันธ์ (bonding) บางอย่าง ที่ใครก็เข้ามาแทรกกลางไม่ได้ 

เราคุยกันในวันที่เตยบอกว่ายังหลงทาง (Lost) อยู่ เพราะจู่ๆ คนที่เคยวีดิโอคอลหรือแชทหา ไม่อยู่แล้ว 

มันจึงมีทั้งน้ำตา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะอยู่ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ 

ถ้าข้อเขียน ‘เวทมนตร์ของฮีโร่ผ้าขาวม้า’ จากหนังสือในสายธาร วัฒน์ วรรลยางกูร คือหลักฐานในใจที่แจ่มชัดของลูกถึงพ่อ บทสนทนาต่อจากนี้ก็คงเป็นเป็นไดอารี่บันทึกความรักและคิดถึงของลูกสาวที่มีต่อชายอันเป็นที่สุดของชีวิต 

วัยเด็กของเตยเป็นอย่างไรบ้าง 

เป็นเด็กต่างจังหวัดเลยค่ะ บ้านอยู่ติดถนนก็จริง แต่เป็นอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี มีน้ำตก มีไร่มะม่วง มีลำธาร หน้าร้อนก็จะวิ่งขึ้นไปตรงต้นน้ำตกกับพี่ ไปเล่นน้ำทุกวันหรือไม่ก็เล่นที่หน้าน้ำตก ไม่ก็ปีนต้นไม้ ปีนขึ้นไปอ่านหนังสือบนต้นไม้ซึ่งลำบากมาก (หัวเราะ) แบบต้นมะยมกิ่งเปราะๆ ก็ขึ้นไปนอนบนต้นมะยมแล้วก็เอาหนังสือไปอ่าน เพราะว่าฉันอ่านวรรณกรรมเด็กเยอะ  คนอื่นมีบ้านต้นไม้ (หัวเราะ) ฉันก็มีต้นมะม่วงซึ่งมดแดงเยอะ (หัวเราะ) 

พ่อกับแม่เจอกันในป่าใช่ไหม

เจอกันในป่าที่ภูพาน หลังปี 2519  ก็อยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์ ห้ามเรื่องความรัก ก็จะแอบส่งจดหมายกัน สหายเป็นยังไงบ้าง (หัวเราะ) เหตุการณ์ครั้งนี้สงบดี คุยกันแข็งๆ ผ่านจดหมาย แล้วจะมีคนเปิดอ่านจดหมาย จนช่วงท้ายๆ ที่เขาลดความเข้มงวดลงแล้ว ถึงได้มาเจอกัน 

แม่ชื่อสหายอะไร

สหายรุ่งโรจน์  ส่วนพ่อ สหายร้อย

ก่อนที่เข้าป่าคุณแม่ทำงานอะไร

เป็นนักศึกษา คณะบัญชี ม.เกษตรฯ พอออกจากป่า แม่ก็มาเทียบหน่วยกิตแล้วก็เรียนต่อจนจบ แต่พ่อไม่เรียน ไม่เรียนตั้งแต่ก่อนเข้าป่าแล้ว

คุณพ่อคุณแม่ กล่อมเตยด้วยอะไรบ้าง 

เพลง ถ้าเด็กๆ ก็จะเพลงครูไพบูลย์ บุตรขัน พ่อเปิดทั้งวัน แล้วพ่อก็ร้องเองด้วย มีเพลงที่พ่อแต่งเองด้วย แต่จริงๆ เตยจะโตมากับหนังสือเด็กเยอะ สำนักพิมพ์ที่พ่อทำงานด้วยส่งหนังสือเด็กมาให้ เราก็จะมีหนังสือเด็กดีๆ ที่เพื่อนไม่มี เราก็อ่านจนช้ำ โตมากับวรรณกรรมเยาวชนแต่หนังสือส่วนใหญ่แม่จะเป็นคนเลือกให้อย่าง The Giving Tree การที่แม่เลือกเล่มนี้ให้มันแบบพิเศษมากๆ เลย มันไม่ได้หาหนังสือเด็กดีๆ ได้ง่ายขนาดนั้น เล่ม The Giving Tree ก็อ่านกันทั้งสามคนพี่น้อง พี่ชายยังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ ชอบมาก ดีมาก 

ที่บอกพ่อให้ของขวัญเป็นหนังสือตอนเด็กๆ เป็นเล่มไหน

บ้านเตยอ่านหนังสือทั้งบ้าน เตยเป็นลูกคนเล็ก แล้วเตยอยู่อนุบาล อ่านหนังสือยังไม่ออก เราก็อิจฉาพี่ พี่นั่งอ่านหนังสือ คุยกับพ่อแม่เรื่องหนังสือได้ บางทีเราก็จะแกล้งทำเป็นอ่านออก เอามาเปิดแล้วก็ทำท่าอ่าน แล้วคนที่บ้านก็จะแบบ อ่านออกเหรอ เธอทำอะไรอยู่ (หัวเราะ) จนประมาณป.2 พ่อซื้อหนังสือให้น่าจะเป็น ชีลาร้ายที่สุด เราเหมือนได้เข้าแก๊ง (หัวเราะ) รู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมครอบครัว (หัวเราะ)

เราก็จะมีชั้นหนังสือเป็นของตัวเอง ก็แบบ นี่ชั้นของฉันนะ เอามาเรียงเป็นวรรณกรรมเยาวชน (ยิ้ม) เมื่อก่อนกิจกรรมหย่อนใจไม่ได้มีอย่างอื่น บ้านเตยก็เลยอ่านหนังสือกันตลอดเวลา เคยไปทำฟันที่โรงพยาบาลไทรโยค 3 คนพี่น้องนั่งเรียงกันอ่านหนังสือ แล้วก็มีผู้ใหญ่เดินมาถามแม่ว่า ทำได้ยังไง ให้เด็กนั่งนิ่งๆ แล้วก็นั่งอ่านหนังสือเป็นชั่วโมง แม่ก็บอกว่า ก็ไม่ได้ทำอะไร ที่ยากกว่าคือทำให้เขาหยุดอ่าน (หัวเราะ) เรียกกินข้าวก็ไม่ไป ไม่ยอมทำอะไรเลย อ่านอย่างเดียว (หัวเราะ) 

แต่ไม่ได้อ่านแค่วรรณกรรมเยาวชนนะ อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น  บ้านอาม่าอยู่บ้านโป่ง ราชบุรี มันจะมีร้านขายหนังสือที่ใหญ่ เวลาเราไป เราจะประชุมกัน 3 คนพี่น้องว่า ครั้งนี้จะซื้ออะไร พ่อจะให้คนละเล่ม สมมติว่าอยากซื้อชินจังเล่มหนึ่ง อีกคนซื้อโคนัน แล้วก็อ่านด้วยกัน แชร์กัน (หัวเราะ) 

จริงๆ คุณพ่อเป็นคนตลกใช่ไหม 

เป็นคนตลก คือเอาจริงๆ ตอนหนุ่มๆ พ่อจะเป็นคนที่นั่งๆ อยู่คือร้องเพลงตลอดเวลา เล่นมุก แซว เดินห้างอยู่ จู่ๆ ร้องเพลง บางทีเต้นด้วย หรือห้างเปิดเพลงอยู่ก็ไปยืนเต้น เราก็แบบ พ่อหยุด (หัวเราะ) ต้องดึงอะ เขาทำเพราะรู้ว่าเราอายไง เขาก็ยิ่งแกล้ง ตอนหลังก็คุยกับแม่ว่า หนูจะไม่ทำอะไรแล้วนะ จะไม่ห้าม ถ้าพ่อเต้นก็ให้พ่อเต้นไป 

เวลาเราพูดถึงความทรงจำวัยเด็ก เตยนึกถึงโมเมนต์ไหนมากที่สุด  

อย่างตอนที่พ่อป่วยหนักๆ อยู่ๆ ก็มีภาพที่พ่อพาไปเล่นน้ำ วันนั้นเตยก็มานั่งคิดนะว่าทำไมอยู่ๆ เหตุการณ์นี้วนเข้ามาในหัวเยอะ มันอาจจะเป็นเพราะว่าบ้านเรามีกัน 5 คน แต่ว่ามันจะมีไม่กี่โมเมนต์ที่เป็นความทรงจำของเตยกับพ่อเท่านั้น วันนั้นตอนอยู่ประถม พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับที่โรงเรียน ปกติพ่อก็ไม่ค่อยไปรับหรอก พ่อไม่ใช่คนเลี้ยงอะ แม่เป็นคนเลี้ยงและไปรับ 

พ่อไปรับดีใจไหม 

ดีใจ พ่อมารับตั้งแต่ยังไม่เลิกเลยนะ (หัวเราะ) รีบเลย ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ แล้วเหน็บเสื่อมา มีกระติกน้ำอันใหญ่ๆ มา (หัวเราะ) แล้วก็ไปที่ต้นน้ำตกกัน เราก็ชอบดิ  ไปเล่นน้ำ แล้วก็ไปทั้งชุดนักเรียน ไปถึงพ่อก็เปิดเบียร์ ดูลูกเล่นน้ำ เล่นกันสองคน เตยใส่ชุดนักเรียนไปไง เพราะพ่อไม่เอาชุดมาให้เปลี่ยน (หัวเราะ) แบบไม่แคร์กูเลย ไม่ได้คิดเลยว่ากูจะเล่นยังไง ไม่ได้คิดมาเผื่อเลย (หัวเราะ) 

พ่อก็กินเบียร์ของพ่อไป? 

อืม เปียกก็เปียกไป (หัวเราะ) ตอนกลับมาก็มืดแล้ว มันก็ไม่มีคน 

แม่รู้ไหม 

ไม่รู้ พาลูกสาวไปแก้ผ้าเล่นน้ำ (หัวเราะ) 

เหมือนบ้านเตยวางไว้คนละ function กัน แม่เป็นคนจัดการทุกอย่างในบ้าน ภาพที่เตยเห็นคือแม่ปีนขึ้นไปซ่อมหลังคา พ่อนั่งพิมพ์ดีดเขียนงานอยู่ 

ถ้าถามว่าใครเลี้ยงมาก็คือแม่   function พ่อคือทำงานหาเงิน ส่วนแม่ทำเรื่องในบ้านทุกอย่าง ดูแลลูก ซ่อมหลังคาก็มี แม่เขาทำเยอะ บางช่วงเขาก็เลี้ยงไก่ พยายามเป็นเกษตรกร หรือไปเรียนทำงานไม้แล้วก็ทำเก้าอี้ขาย เขาพยายามทำหลายอย่าง (หัวเราะ) เราก็ต้องไปช่วยจับไม้ แม่ดูแลทุกอย่าง งานช่าง ทำอาหาร ดูแลลูก ติวหนังสือให้ จะสอบเข้ามหา’ลัยก็ไปนั่งดูคะแนน ไปเทียบให้ ลูกยังไม่รู้เลยว่าจะสอบอะไรแต่แม่รู้แล้ว (หัวเราะ) ส่วนพ่อก็ทำงานเขียนตลอด มีบางช่วงเขาไม่อยู่บ้าน ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ช่วงที่เป็นบก.ให้สำนักพิมพ์ จะกลับบ้านแค่เสาร์อาทิตย์ ลูกก็จะอยู่กับแม่ตลอด เจอพ่อแค่เสาร์อาทิตย์ 

อะไรที่ทำให้พ่อกับแม่ที่ดูแตกต่างกันมาก อยู่ด้วยกันได้ 

ถ้าพูดถึงนิสัยคือต่างกันมาก พ่อเป็นสายรื่นเริงอะ ไม่เคยวางแผนชีวิต ไม่เคยเก็บเงิน ไม่เคยคิดถึงอนาคตเลย ไม่ค่อยเลี้ยงลูกด้วย (หัวเราะ) แต่แม่จะเกิดมาในครอบครัวคนจีนที่เข้มงวด เหมือนเขาวางบทบาทคนละอย่างกัน พ่อทำงานหาเงิน แม่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลือ คอยดูแลทำบัญชีให้ ยื่นภาษีให้พ่อ  เตยคิดว่าแม่เขามีความ… มันคงไม่ถึงกับคำว่าเชิดชู แต่เขาชื่นชมพ่อในบทบาทนักเขียน แล้วเขาก็ยอมเป็นกองหลังที่บางทีก็…

อาจจะเป็นกองหน้าด้วยซ้ำนะ หรือไม่ก็เป็นปีกซ้าย ปีกขวา 

ใช่ ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทุ่มเทชีวิตให้ครอบครัว คนที่ออกหน้าก็คือพ่อ แต่แม่ทำทุกอย่างที่ทำให้เกิดพ่อได้ เป็นคนคอยรับผิดชอบชีวิตให้ทุกอย่าง แล้วเขามีความเป็นเพื่อนกัน คุยเรื่องการเมืองกัน จริงๆ แม่อาจจะสนใจเรื่องการเมืองหนักกว่าพ่อด้วยซ้ำ ตั้งแต่ก่อนที่พ่อจะมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มตัว แม่เขาจะมีกลุ่มเพื่อนเอ็นจีโอที่เมืองกาญฯ  ไปทำกิจกรรมกัน เขาเคยไปเป็นกกต. เคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน ที่จริงแม่เป็นคนแข็งกว่าพ่อด้วย 

เชื่อว่าคุณพ่อเขารับรู้ว่าคุณแม่ทำอะไรบ้าง อะไรที่เตยเห็นแล้วรู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นการขอบคุณของพ่อที่มีต่อแม่ 

เตยไม่รู้ว่าส่วนตัวเขาคุยกันยังไงนะ แม่เขาพูดตลอดว่าคนรุ่นเขาที่เรียนจบมหา’ลัย หลายคนก็มีหน้าที่การงานที่ดี ประสบความสำเร็จในชีวิต แม่พูดหลายครั้งว่าอยากทำงาน อยากทำนู่นทำนี่ พ่อเขาก็็เคยสนับสนุน แต่สุดท้ายคือด้วยหลายๆ อย่างในชีวิต แม่ก็เลยทำได้เท่านี้ เขาก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จ เตยไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีนะ แต่พ่อเขาพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่าลูก 3 คนนี้เป็นความสำเร็จในชีวิตเธอแล้ว เธอเลี้ยงลูกได้ดีมาก เลี้ยงลูกโตมาได้ดีขนาดนี้ แต่เตยก็ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่แม่หวังจริงๆ หรือเปล่า 

ตอนที่คุณแม่เสีย (ปี 2552) คุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง  

แม่เสียตอนเตยอยู่ ม.6 ตอนนั้นพี่ก็ไปเรียนมหา’ลัยแล้ว ในบ้านมีกันแค่ 3 คน แม่ป่วยอยู่ 6 เดือนก่อนเสีย ช่วงที่แม่ป่วย พ่อเหมือนหายไปจากชีวิตเลย คือยังนั่งอยู่ในบ้านแต่เงียบ เหมือนเขาหายไป 

ไม่มีตัวตน? 

เขาไม่ได้ดูแลแม่ เตยเป็นคนดูแลแม่ เตยคิดว่าพ่อรับไม่ได้ จะเห็นภาพที่พ่อมาดูแลแม่ช่วงนั้นไม่เยอะ บางทีแม่ก็ต้องไปอยู่บ้านพี่สาว บ้านอาม่าที่บ้านโป่ง แล้วแม่ก็รู้สึกว่าพ่อไม่ดูแลเขา แต่เตยจะอยู่ด้วยตลอด เตยรู้สึกว่าพ่อกลัวที่จะเผชิญหน้า จนแม่เสีย พ่อก็กลับไปอยู่บ้านคนเดียว 

ภาพเวลากลับบ้านคือพ่อนั่งอยู่ในบ้านตลอดเวลา ดื่ม ไม่คุยกับใคร ทุกครั้งที่กลับไปบ้านจะมีรูปภาพแม่เพิ่มขึ้น เมื่อก่อนบ้านเราไม่ใช่บ้านที่จะติดรูปครอบครัวในบ้าน แต่กลับไปทุกครั้งมันจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เยอะจนผนังไม่มีที่ติดแล้ว ไม่ใช่แค่ผนังเดียวแต่ทุกผนัง 10 20 30 ภาพ เป็นรูปแม่ รูปครอบครัว คือพ่อไปอัดเพิ่มมาตลอด 

แม่ได้พูดอะไรกับเตยบ้างไหม  

แม่ไม่ได้สั่งเสีย แต่ว่าแม่เขาจะบอกว่า เตย ยื่นภาษีพ่อทำแบบนี้นะ บัตรเครดิตอยู่ตรงนี้ รหัสคืออะไร บัญชีนี้รหัสคืออะไร แต่ว่า ก็คือแม่จริงๆ ต้องให้เตยรู้ไว้ให้หมดทุกอย่าง แล้วเตยคิดว่าแม่เขาไม่ได้ทำใจยอมรับความตายตัวเอง มันนับถอยหลังแต่เขาไม่ยอม เขาไม่สั่งเสียอะไรเลย ช่วงท้ายๆ ที่เขาแข็งแรงขึ้นมา แม่บอกเดี๋ยวแม่สู้นะ มันอาจจะหายก็ได้ แต่จำได้ว่ามีคืนหนึ่งที่เตยนอนกับแม่ที่บ้านโป่ง นอนอยู่ด้วยกันแล้วแม่หันมากอด เราก็กอดเขา แล้วเขาพลิกตัวกลับไป เราก็รู้เลยพลิกกลับมานอนหันหลังให้ เรารู้เพราะว่าฟูกมันสั่น สั่นเหมือนคนร้องไห้ เหมือนเราได้คุยกันโดยที่เราไม่ได้คุยกันเลย เราแค่กอดกัน ไม่ได้คุยกันว่าแม่กำลังจะตาย เรารู้แค่ว่าฟูกมันสั่นอะ (เสียงสั่นเครือ) 

เราไม่ใช่บ้านที่มาบอกรักกัน พูดหวานๆ ใส่กัน แต่กอดกัน กอดแม่ แต่อย่างพ่อ ตอนหลังก็พยายามบอกรักเขาบ่อยๆ เพราะตอนแม่อยู่เราไม่ค่อยได้คุยกัน 

บอกรักพ่อบ่อยๆ แรกๆ เขินไหม 

เขิน (หัวเราะ) ก็จะบอกเวลาคุยวิดีโอคอลกันก็จะแบบ รักพ่อน้า เป็นห่วงน้า พ่อก็แบบ เออๆ (หัวเราะ) แบบมาทำอะไรเนี่ย 

แต่หลังๆ พ่อก็โอเคขึ้น เพราะพูดบ่อย ก่อนวางสายเกือบทุกครั้งก็จะบอกว่า “รักพ่อน้า”

การที่พ่อไม่ดูแลแม่ในช่วงสุดท้าย ตอนนี้เตยมองกลับไปแล้วรู้สึกอย่างไร 

ตอนนั้นไม่เข้าใจมากกว่า เตยก็ไม่ได้คิดหรอกว่าพ่อเขาหนีปัญหาอยู่ เตยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องยากของพ่อนะ แล้วเขาไม่ใช่คนที่จะแสดงออกถึงความละเอียดอ่อนว่าฉันอยากดูแลเธอ เขาก็นั่งดื่มเหมือนเดิม มันก็มีความรู้สึกบ้างแต่ไม่ใช่ความโกรธ เราแค่ไม่เข้าใจว่าพ่อหายไปไหน แต่ค่อยมาคิดทีหลัง เวลากลับไปบ้านที่มีรูปแม่เต็มไปหมด เต็มทั้งบ้านเลย เยอะแบบเยอะมาก เยอะผิดปกติ  เราเลยรู้ว่าที่ผ่านมา เขาหนักกว่าเรา เขาทำใจไม่ได้ 

เอาจริงๆ คือต่อให้บอกว่าพ่อไม่ได้ดูแลแม่เท่าที่ควรช่วงแม่ป่วย แต่เราไม่เคยตั้งคำถามกับพ่อเลยว่าพ่อไม่รักแม่เหรอ เพราะเรารู้ว่าครอบครัวเรารักกันมาก รักกันมากแบบ…

วันที่เผาแม่คือทุกคนเหมือนจะตายตามกันหมดเลย 

แม่เหมือนเป็นเสาตรงกลางใช่ไหม 

ตอนที่บอกว่าแม่เป็นคนดูแลบ้าน แม่คือทุกอย่างของทุกคน ใครต้องการอะไรก็ไปหาแม่ แต่หลังจากแม่ไม่อยู่เราก็พยายามดูแลกัน พากันไปเที่ยว เพราะสี่คนที่เหลือมันก็บอบช้ำไม่ต่างกัน 

ถ้าแม่คือเสา พ่อคืออะไร  

เตยเคยเขียนเรียงความตอนเด็กๆ บอกว่าพ่อเหมือนพระอาทิตย์ แม่เหมือนพระจันทร์ จริงๆ แม่เหมือนพระอาทิตย์มากกว่าเพราะแม่ทำให้เราอยู่ได้ (หัวเราะ) แต่พ่อแบบศูนย์กลางของพลัง พ่อเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่งอย่าง

พลังนั้นคืออะไร

พ่อเหมือนเป็นฮีโร่ของลูกๆ ทุกคน เป็นคนเท่ที่ตลก ที่บางทีก็ทำให้ลูกอาย เป็นพ่อที่เล่นกับลูก เป็นพ่อที่อยู่กับลูก ส่วนแม่เป็นพระจันทร์ แม่เป็นความเย็นใจ พึ่งพาได้ รู้สึกดีที่เห็นหน้า รู้สึกอบอุ่นใจเวลาเห็นแม่ แต่อย่างที่บอกว่าแม่อาจจะเป็นพระอาทิตย์ก็ได้ เพราะไม่มีแม่ เราอยู่ไม่ได้ (หัวเราะ)

แม่ทำเพื่อทุกคนและแม่ก็ทำเพื่อพ่อด้วย แต่พ่อเขาก็มีชีวิตของตัวเอง เขาเจิดจรัสของเขา แล้วเราก็มองความเจิดจรัสนั้นด้วยความชื่นชม 

เตยเป็นลูกสาวคนเล็ก มีความผูกพันพิเศษอะไรกับคุณพ่อบ้าง คือลูกสาวกับคุณพ่อมันจะมี bonding บางอย่างที่แตกต่างกับลูกชายกับคุณพ่อ 

เตยติดพ่อตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาไปไหนมาไหนก็จะไปด้วย เตยจะชอบไปนั่งตัก ไปขี่คอ ตอนที่ตัวเล็กๆ (หัวเราะ) ชอบปีนหลัง ขอปีนหลังหน่อย เป็นคนชอบสัมผัส อยากอยู่ติดกับตัวพ่อตลอด แล้วพอเราเป็นลูกคนเล็กอะ เขาก็เลยหิ้วเราไปไหนมาไหนด้วยจนโต 

พี่ชายบอกว่าเตยเป็นนางฟ้าของพ่อ มันอาจจะพูดด้วยความหมั่นไส้นะ (หัวเราะ) 

เล่มไหนของพ่อที่เตยรู้สึกว่า ‘เนี่ยแหละพ่อ’ 

ที่จริงส่วนใหญ่เป็นตัวเขาหมดเลย (หัวเราะ) แต่เตยรู้สึกว่าเล่ม คือรักและหวัง ที่เล่าเรื่องหลานกับตาหรือปู่ มันเป็นชีวิตวัยเด็กของเขาเลย ที่เขามีความผูกพันกับพ่อแก่ ถอดมาเลย ทั้งชีวิตในชนบท บ้านสมัยนั้น ท้องทุ่ง นา แต่เอาจริงๆ เล่มอื่นตัวเอกก็คือเขาทั้งนั้น แค่เป็นคนละช่วงวัย

แล้วเล่มไหนที่เตยชอบที่สุด

น่าจะเป็นด้วยรักแห่งอุดมการณ์ มันพูดถึงความรักในบริบทภาพสังคมการเมืองที่เข้มข้นมากๆ ที่มีความรักหล่อเลี้ยงไว้ 

เอาจริงๆ เตยก็อ่านไม่ครบทุกเรื่อง มันเยอะ แล้วเวลาอยู่บ้านมันเขินกับการหยิบหนังสือพ่อมาอ่าน (หัวเราะ) ต้องไปแอบอ่าน การอ่านแล้วไปหยิบให้เขาเห็นมันเขิน

ความเป็นพ่อมันส่งผลให้เตยเลือกอาชีพ หรือสายงานด้วยไหม? 

ก็ส่งผล แต่เตยคิดว่ามันเป็นเพราะทั้งชีวิตที่ผ่านมามากกว่า พี่ชายเตยก็ทำงานสายศิลปะ เป็นเพราะว่าชีวิตเราเติบโตมาแบบนี้ เราอยู่กับหนังสือ รู้จักศิลปิน เห็นคนที่เลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานวาดภาพ เตยอยู่กับหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ชอบ คิดมาตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากทำงานอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับอันนี้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักเขียน หรือฉันต้องเขียนเรื่องสั้น เขียนนิยาย แค่รู้สึกว่าชอบหนังสือและอยากทำงานเกี่ยวกับด้านนี้

คิดว่าพ่อก็มีความคาดหวังของเขาที่เขาไม่พูด ไม่พูดว่าเธอต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาก็ดีใจที่เตยเลือกทำงานสายนี้

เขาอ่านงานเตยบ่อยไหม

ไม่รู้ (หัวเราะ) ตอนที่อยู่มติชน เขาก็จะแบบเห็นนะ มันลงหนังสือพิมพ์ไง (หัวเราะ)

ลูกสาวได้รางวัลด้วยนะ

ก็ไม่อะไร บ้านเตยจะไม่ค่อยชมกัน ตอนเป็นนักข่าวมติชน เขาไม่บอกว่าเขียนดี แต่จะบอกว่าทำไมไม่ทำเรื่องนั้น ไม่ทำเรื่องนี้ล่ะ จะไม่มีมาชมว่าลูกเขียนเก่งจังเลย

ตอนที่ได้รางวัลของแอมเนสตี้ เขาก็แชร์ รู้ว่าภูมิใจ

แต่จะไม่มีชื่นชมหรือแสดงความยินดี จะมีแต่ “เมื่อไรจะรวมเล่ม” เธอต้องก้าวต่อไปนะ (หัวเราะ)

ได้รางวัลพ่อไม่พูดอะไรเลยเหรอ

ไม่มี อย่างมากก็ “เอารางวัลมาแบ่งกันบ้าง” 

ตั้งแต่ปี 57 ที่พ่อต้องลี้ภัย เตยคาดเดาได้อยู่แล้วใช่ไหม 

แต่ไม่ได้คิดถึงขนาดว่าจะต้องลี้ภัย รู้ว่ามันแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนลี้ภัยเขาจะคุยกับพี่ชายคนโต พี่ชายรู้เรื่องแต่ยังไม่บอกเรา จนพ่อข้ามไปได้ถึงบอกเตยกับแตน (พี่ชายคนกลาง)  

เตยเคยเขียนโพสต์ถึงช่วงที่พาพ่อหนีว่ามันลำบาก มันลำบากหรือแย่แค่ไหน 

ตอนปี 62 ตอนนั้นพ่ออยู่ที่ลาว ใกล้ๆ เวียงจันทน์ ตอนแรกอยู่ไปทางไชยบุรี พอมีเรื่องฆ่าผู้ลี้ภัยที่ศพลอยในแม่น้ำโขง พ่อเพิ่งสร้างบ้านเสร็จ เข้าไปอยู่ได้เดือนกว่า แล้วช่วงนั้นเตยไปเยี่ยมพ่อด้วย ก็เครียดมาก ไปเยี่ยมก็ต้องเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ ตอนแรกอยู่บ้านแล้วมีชาวบ้านเข้ามาบอกว่า มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน ให้หนีไป เลยต้องไปอยู่ตามเกสต์เฮ้าส์ ย้ายที่อยู่ มันเครียดเพราะเรารู้ว่ามีคนกำลังจะมาฆ่าเรา

ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็คุยกันว่า พ่อต้องไปตะวันตก ไปประเทศที่สาม ต้องลี้ภัยให้ถูกต้อง ให้ได้รับการคุ้มครอง หลังจากนั้นพยายามทำเรื่อง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นท่ามกลางความเครียด 

ช่วง 5 เดือนก่อนที่จะลี้ภัย รู้ว่ามีคนตาย เขารู้สึกว่ามีคนกำลังตามฆ่า แล้วเราทำอะไรไม่ได้ 

จิตตก? 

จิตตก เหมือนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ ดื่มตลอด เขาดื่มปกติอยู่แล้ว แต่ช่วงนั้นไม่กินข้าวแล้วดื่ม เขาบอกก็ขี้เกียจ ไม่อยากทำกับข้าว ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร ผอม สุขภาพแย่ เขาเครียด เขาไม่ได้พูดว่ารู้สึกแย่หดหู่ขนาดนั้นนะ แต่เราเห็นได้ผ่านการกระทำเขา เราก็รู้ว่าการอยู่ในสภาพนั้นมันไม่ไหว

เตยเองก็น่าจะเครียดไม่แพ้กัน 

เอาจริงๆ ตั้งแต่ลี้ภัยตอนปี 57 ช่วงปีแรกร้องไห้เกือบทุกวัน เป็นคนที่เวลาอยู่คนเดียวแล้วสามารถกดปุ่มแล้วร้องไห้ได้เลย จนเราชินกับมัน เรารู้สึกว่านี่แหละชีวิตเรา ก็เป็นแบบนี้ จนมาถึงปี 62 ที่แบบ พ่อกูเป็นใครวะ ถึงมีคนมาตามฆ่า ชีวิตเขาแม่งก็ย่ำแย่อยู่แล้ว (ร้องไห้) 

เตยเอาพลังมาจากไหน หรือดูแลตัวเองอย่างไร  

ไม่มี ก็ร้องไห้จนไม่ไหวแล้วก็หยุด (หัวเราะ) เวลาคนบอกว่าเตยเข้มแข็ง เตยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่เขาพูดกับเตยได้แล้ว เหมือน… นี่แหละเป็นเรื่องที่มึงต้องเผชิญ มึงจะทำยังไง มันมีปัญหาแบบนี้ แล้วมึงต้องอยู่กับมัน 

เราไม่ได้เข้มแข็งหรอก เราแค่อยู่กับมันไป แล้วเราไม่ได้อยากเข้มแข็งด้วย เตยร้องไห้เยอะมากเวลาอยู่กับตัวเอง ไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่มีใครสามารถเข้มแข็งหรือไม่รู้สึกกับมันได้ มันต้องรู้สึกอยู่แล้ว (นิ่ง) อะไรที่ทำได้ก็แก้ปัญหาไป แค่นั้นเอง

ไม่รู้ใครเป็นยังไง สำหรับเตยร้องไห้ไปสักพักมันเหนื่อย ก็ต้องหยุด แบบเออ มันก็ต้องหยุดอะ ร้องเสร็จก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน สักพักมันก็ต้องหยุดแหละ ไว้โอกาสหน้าค่อยร้องใหม่ (หัวเราะ)

วันที่พระจันทร์พระอาทิตย์ของเราไม่อยู่แล้ว เตยรู้สึกอย่างไร 

(นิ่ง) มันยากนะ จนนาทีนี้ก็ยังรู้สึกว่ามัน lost อยู่ เรื่องพ่อมันก็มีเวลาทำใจล่วงหน้าตั้งแต่เขาเข้าไอซียูรอบแรก เตยกับพี่ไปฝรั่งเศส ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล รู้ว่าอาการเขาหนัก หนักแบบมนุษย์เราไม่สามารถฟื้นตัวจากปัญหาทั้งหมดนี้ได้หรอก มนุษย์เราไม่สามารถผ่านการผ่าตัดใหญ่ได้หลายๆ ครั้งท่ามกลางสภาพร่างกายแบบนี้ ตอนไปเยี่ยมพ่อก็ยังคุยกันว่า “แกว่าพ่อจะรอดได้ไงวะ” มันไม่รอดหรอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

เอาจริงๆ ตอนนี้เตยก็ยังรู้สึกว่า (นิ่ง) lost พ่อเป็นเหมือนพลังทุกอย่าง ทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน (ร้องไห้) ที่เราทำงาน เรารู้สึกว่าเรากำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างกับพ่ออยู่ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรามีเป้าหมายในการทำงานของเรา แต่พ่อเป็นเหตุผลสำคัญที่เราอยากเอาชนะเขา อยากให้เขายอมรับเราจริงๆ 

เรารู้ว่าเขาภูมิใจกับเรามาก แต่เราอยากทำให้ได้มากกว่านี้ เรารู้สึกว่าถ้าสังคมมันเปลี่ยน สังคมมันดีขึ้น กฎหมายถูกแก้ มันอาจจะทำให้พ่อเราดีขึ้นก็ได้ เรามองพ่อ เราก็ได้มองเห็นคนอื่นๆ ด้วย เราไม่ได้ทำเพื่อพ่อเราอย่างเดียว เราอยากทำเพื่อคนอื่นๆ ด้วย แต่เราต้องยอมรับว่าเราถ่ายทอดเรื่องราวของคนอื่น เราก็หวังว่าวันหนึ่งชีวิตพ่อเราจะดีขึ้น 

มีโมเมนต์ไหนที่เตยรู้สึกว่าพ่อโคตรรักฉันเลย แต่พ่อไม่พูดหรอก 

ช่วงที่ไปฝรั่งเศสได้ไม่กี่วัน เราไปเยี่ยมทุกวัน ตอนนั้นการรับรู้เขาไม่เต็มร้อย เขารู้ว่าเป็นเรา แต่เขาก็มีความสับสนว่านี่ที่ไหน เขาก็เรียกเรา “ขอกอดหน่อย” เราก็กอด สักพักเขาก็พูดว่า “โอ๊ย ลูกดีขนาดนี้ยังจะไปอีกเหรอ” (ร้องไห้)

เตยบอกว่าเป้าหมายหนึ่งในการทำงาน คือ พ่อ แล้วเป้าหมายรวมคืออะไร 

เราเห็นบ้านเมืองสังคมมันแย่ เราเจ็บปวดกับมันด้วย เราได้รับความเจ็บปวดจากมันโดยตรง เราอยากให้มันดีขึ้น อยากทำอะไรได้บ้าง มันอาจจะไม่ได้สร้างผลยิ่งใหญ่ อาจจะช่วยใครได้บ้างหรืออาจจะช่วยใครไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยเป็นสิ่งที่เราทำได้บ้าง  เราอยากเห็นมันดีขึ้น นี่คือวิชาชีพเรา ทำผ่านการงานของเรา ผลลัพธ์มันอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราได้ลองกับมัน พยายามกับมัน เหมือนหลายๆ คนที่ทำงานนี้แหละ 

มันเป็นงานที่เรียกร้องเยอะนะ เราทำไม่ใช่เพื่อให้เราได้เงินอย่างเดียว เรารู้ว่ามันมีอะไรต้องแลกเยอะ มันมีอาชีพอีกเยอะที่ทำให้เราอยู่ได้สะดวกสบาย แต่การทำอาชีพนี้มันต้องเลือกและคิดว่า สุดท้ายเราอยากจะล่มหัวจมท้ายกับมันจริงๆ หรือเปล่า 

ถ้าพ่อกับแม่เป็นเหมือนพระอาทิตย์และพระจันทร์สำหรับเตย แล้วพี่ชายทั้งสองคนเป็นอะไร 

เป็นดาวข้างๆ (หัวเราะ)

โชคดีที่มีพี่ชาย ความเจ็บปวดมันเริ่มตั้งแต่แม่เสีย พ่อลี้ภัย แต่ตลอดเวลาเรารู้สึกว่าไม่ได้เจ็บปวดอยู่คนเดียว มีคนคอยตบไหล่ โอบหลังเราอยู่ มีเพื่อนที่แบบว่า แก ตอนนี้ทำอะไรดีวะ ปรึกษาคุยกันตลอด จะช่วยพ่อยังไง มีทีม วันที่พ่อไม่อยู่มีคนคอยจับมือ คอยดูว่าเรากินข้าวหรือยัง มีคนคอยทำอะไรแทนเรา หรือเราทำอะไรแทนเขา 


Writer

ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

คุณแม่ลูกหนึ่งซึ่งคลุกวงในงานข่าวมาหลายสิบปี เพิ่งมาค้นพบตัวเองไม่กี่ปีมานี้ว่าอินกับงานด้านเด็ก ครอบครัว และการศึกษามากเป็นพิเศษ จึงเป็นเหตุให้มาร่วมสร้างแผนที่การเรียนรู้อย่าง mappa

มิรา เวฬุภาค

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตอยู่ได้ด้วยซัมเมอร์ ทะเล และความฝันที่จะได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขตลอดไป

Photographer

อนุชิต นิ่มตลุง

ถ่ายงานหลากหลายรูปแบบทั้งงานสตูดิโอ ภาพข่าว จนถึงสารคดี ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการเครื่องหนัง Dog's vision เพิ่งตัดสายสะดือเป็นคุณพ่อหมาดๆ เมื่อเมษาที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563)

Related Posts